“KTAM” ลั่นปี26 ปั้น AUM สู่ “1.1 ล้านลบ.” เพิ่มขึ้น +10%... แนะจัดพอร์ต “สมดุล” รับเทรนด์ “AI Supercycle” ยังชอบ “หุ้น” มากกว่า “ตราสารหนี้” มอง “หุ้นไทย” สิ้นปี27 ที่ระดับ 1,751 จุด !!!

สาระ Fund วันละนิด: รู้หรือไม่?...“บลจ.กรุงไทย” ถือเป็นอีกหนึ่งบลจ.ที่มีสินทรัพย์สุทธิ (AUM) แตะระดับ “ล้านล้านบาท” ใหญ่เป็น “อันดับ3” ของอุตสาหกรรม


ปัจจุบัน (ณ 30 เม.ย. 26) มี AUM รวม 1,062,024 ล้านบาท (ส่วนแบ่งการตลาด 10.1%)ประกอบด้วย “ธุรกิจกองทุนรวม” 825,698 ล้านบาท (ส่วนแบ่งการตลาด 12.4%), “ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล” 63,687 ล้านบาท (ส่วนแบ่งการตลาด 2.9%) และ “ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” อีก 172,638 ล้านบาท (ส่วนแบ่งการตลาด 10.5%)


ในปี2026 นี้ ตั้งเป้าหมายเติบโตต่อเนื่องสู่ระดับ “1.1 ล้านล้านบาท” เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี25 อีก +10%


แผนธุรกิจและมุมมองการลงทุนของ “บลจ.กรุงไทย” ในครึ่งหลังปี26 จะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัปเดตจาก “ทีมผู้บริหาร” พร้อมๆ กันได้เลย



KTAM” ตั้งเป้าปี26 เติบโตต่อเนื่อง...มุ่งสู่เป้าหมาย AUM “1.1 ล้านล้านบาท”...มุ่งตอบโจทย์ทั้ง “โพรดักท์” & “บริการที่ดี” ให้นักลงทุน

โดย “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย (KTAM) บอกว่า บริษัทมีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) สิ้นปี25 ที่ 1 ล้านล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้ ในปีนี้ภาพรวมของอุตสาหกรรมกองทุนยังคงเติบโตต่อเนื่องท่ามกลางความผันผวน ราคาสินทรัพย์ในกลุ่ม AI, และทองคำก็ทำให้ AUM ในภาพรวมของอุตสาหกรรมโตขึ้นมาก ที่สำคัญบริษัทยังมีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรทั้ง “ธ.กรุงไทย” (KTB) และ Fidelity คาดว่าปีนี้ AUM จะโตแตะระดับ “1.1 ล้านล้านบาท” เพิ่มขึ้นอีก 10% ได้เช่นกัน


(ชวินดา หาญรัตนกูล)


“บลจ.กรุงไทย มีการทำงานร่วมกันกับ ธ.กรุงไทย (KTB) อย่างใกล้ชิด โดยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการในรูปแบบใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดแก่นักลงทุน ทั้งการพัฒนาโพรดักท์ให้มีความครบถ้วน ตลอดจนโพรดักท์ใหม่ๆ เป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนไทย รวมถึงพัฒนาเรื่องของบริการให้ดียิ่งขึ้น ปีนี้บริษัทตั้งเป้าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) โตขึ้นเป็น 1.1 ล้านล้านบาท” 


สำหรับกลยุทธ์การนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการในช่วงครึ่งปีหลังนี้ บริษัทยังคงยึดหลักการบริหารจัดการด้วยความรอบคอบระมัดระวังภายใต้หลัก ธรรมมาภิบาล โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนเป็นสำคัญ นอกจากนี้ บริษัทยังคงให้ความสำคัญในการยกระดับการสื่อสารข้อมูลข่าวสาร และบทวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็วเท่าทันต่อสถานการณ์การลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา


ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีบัญชีผู้ติดตามผ่านช่องทาง Social Media ต่าง ๆ รวมกันกว่า 2.06 ล้านบัญชีผู้ใช้ (ข้อมูล ณ 31 พ.ค. 26)


มองบวก “สินทรัพย์เสี่ยง” ช่วงครึ่งหลังปี26...
แนะจัดพอร์ต “สมดุล” รับเทรนด์ “AI Supercycle”

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกช่วงครึ่งหลังปี26 เศรษฐกิจทั่วโลกยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องท่ามกลางความผันผวนที่มากขึ้น


โดย “วรรณจันทร์ อึ้งถาวร” รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย บอกว่า ทีมการลงทุนของ บลจ.กรุงไทย มีการทำงานร่วมกับ Krungthai CIO และ Fidelity อย่างใกล้ชิด ภายใต้สภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงกลยุทธ์การลงทุนที่เน้น “การจัดพอร์ตแบบสมดุล” (Balanced Portfolio)” ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภทเพื่อรับมือกับความผันผวนยังคงสำคัญ เพราะไม่มีสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งที่จะดีไปตลอด หรือแย่ไปตลอดเช่นกัน ส่วนความกังวลเรื่อง Stagflation” นั้น “สหรัฐ” มีโอกาสเกิดน้อยสุด แม้เงินเฟ้อจะมาแต่กำไรบจ.ยังโตดี ตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง ดังนั้น Fed น่าจะคงดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปีนี้ (จากเดิมมองว่าจะลด 1 ครั้ง) ส่วน “ยุโรป” มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าเพราะได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพงโดยตรง


ส่วนเศรษฐกิจไทยเรามีมุมมองเชิงบวก คาดว่าปีนี้จะโตได้ 2.3% (จากเดิม 1.9%) คาดว่าทาง “แบงก์ชาติ” (BOT) จะคงดอกเบี้ยถึงสิ้นปีนี้เช่นเดียวกัน ส่วนในปีหน้ามีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้ 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.25%


(วรรณจันทร์ อึ้งถาวร)


“ทีมการลงทุนของ บลจ.กรุงไทย มีการทำงานร่วมกับ Krungthai CIO และ Fidelity อย่างใกล้ชิด ช่วงครึ่งหลังของปี26 ตลาดยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากหลายปัจจัย แต่เศรษฐกิจโลกจะยังคงเติบโตได้ โดยมีปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างอย่างการลงทุนใน กลุ่มเทคโนโลยี ที่ก้าวเข้าสู่ช่วง ‘AI Supercycle’ ทำให้เรายังมีมุมมองเชิงบวกกับ สินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้นต่างประเทศและหุ้นไทย


โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่สามารถเติบโตไปกับกระแสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและมีโมเมนตัมของกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเพื่อช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วน “ทองคำ” ให้ถือไว้เพื่อกระจายความเสี่ยง



“สงครามจบ” แต่ราคาน้ำมันจะยังสูงเฉลี่ย 80 ดอลล์...ความเสี่ยงในตลาดโลกยังคงอยู่

ล่าสุดข่าวดีการเจรจาลงนามใน MOU” เพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐ-อิหร่านจะเข้ามาแล้ว


อย่างไรก็ตาม ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กรุงไทย บอกว่า บนฉากทัศน์ Contained” ซึ่งมีความน่าจะเป็นมากสุดนั้น แม้สงครามจะยุติลงแต่ราคาน้ำมันก็จะยังสูงกว่าระดับก่อนเริ่มสงคราม โดยมองไว้ที่ระดับเฉลี่ย (Brent) ที่ 80 ดอลลาร์/บาเรล ปัญหาไม่ใช่เรื่อง “ราคาแพง” แต่ปัญหาอาจเป็นเรื่อง “ปริมาณ” ถ้าไม่มีน้ำมันให้เติมจะเป็นปัญหา


(ดร.สมชัย อมรธรรม)


“ตลาดโลกยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ปัจจัยบวก คือเรื่อง การลงทุนใน AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพการผลิต ช่วยให้เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวดีขึ้น ส่วน ปัจจัยลบ คือราคาพลังงานที่แม้สงครามจะจบลงคาดว่าราคาจะสูงกว่าก่อนเริ่มต้นอยู่ดีเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ดอลลาร์/บาเรล, Stagflation, ดอกเบี้ยที่มีโอกาสปรับขึ้น, ความอ่อนแอของตลาดแรงงาน และความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์”


ส่วน “เงินกู้ 4 แสนล้านบาท” ของไทยนั้น จะส่งผลบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ผลลบก็คือหนี้ที่เพิ่มขึ้นมาแต่ก็ยังอยู่ในกรอบการคลังที่ไม่เกิน 70% ของ GDP ที่สำคัญต้นทุนการเงินก็ไม่แพงเพราะเป็นเงินกู้ในประเทศทั้งหมด ถ้าสามารถบริหารจัดการได้ดี ก็มีโอกาสที่จะเห็นการ “ปรับเพิ่มอันดับเครดิต” ประเทศของไทยขึ้นได้เช่นกัน เพราะโดยพื้นฐานแล้วประเทศไทยน่าจะมีอันดับเครดิตดีกว่าปัจจุบันที่ BBB+


แนะใช้กองทุนผสมกลุ่ม “
KTWC Series” เป็น “Core Port” ตอบโจทย์การลงทุน...พร้อมจับมือ “KTB” ออกโพรดักท์ใหม่ๆ เพิ่มเติมครึ่งหลังปี26

โดย ชัชพล สีวลีพันธ์” รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานพัฒนาธุรกิจและลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย บอกว่า หนึ่งในกองทุนเรือธง (Flag Ship) ของบริษัท คือ กองทุนในกลุ่ม “KTWC Series ซึ่งเป็นกองทุนผสมกระจายลงทุนทั่วโลก เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม และ/หรือกองทุนรวม ETF ในต่างประเทศ ที่มีนโยบายลงทุนทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ทรัพย์สินทางเลือก โดยจะลงทุนอย่างน้อยตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไปโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยจะลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่งไม่เกิน 79% ของ NAV โดยบริษัทมอบให้ Fidelity ดูแลด้านจัดการลงทุนให้


(ชัชพล สีวลีพันธ์)


“ภาวะที่ตลาดผันผวน บริษัทแนะนำกลุ่มกองทุน ‘KTWC Series’ ซึ่งเป็นกองทุนผสมที่กระจายการลงทุนทั่วโลก โดยบริษัทมอบให้ Fidelity ดูแลด้านจัดการลงทุน ซึ่งสไตล์ของ ‘Fidelity’ เป็นสไตล์ Value เน้นดูพื้นฐานเป็นสำคัญและยังดูเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนให้ด้วย ทำให้ผลตอบแทนที่ทำได้โดดเด่นและดีกว่าคู่แข่งในกลุ่มกองทุนเดียวกัน โดย 3 กองทุน ได้แก่ DEFENSIVE, MODERATE, และ GROWTH นั้น มีผลตอบแทนคาดหวังในระยะยาว 4%, 6% และ 8% ตามลำดับ แนะนำให้ใช้เป็น ‘Core Port’ ได้”


บริษัทยังทำงานใกล้ชิดกับทาง KTB” เพื่อสร้าง Ecosystem ที่เป็นประโยชน์ต่อการนำเสนอกองทุนใหม่ๆ ที่ผ่านมาก็มีการนำเสนอกองทุน USD Onshore” แต่ด้วยระบบที่มีเองยังทำอะไรได้มากกว่านี้ ทาง KTB มีบริการถึง 21 สกุลเงินในปัจจุบัน เพื่อเปิดให้นักลงทุนไทยได้กะจายความเสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศมากขึ้น ตลอดจนกองทุน Thematic ใหม่ๆ กองทุนโทเคนไนซ์ เพื่อรองรับกฎหมายเรื่องหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้น เป็นต้น



มองบวก “หุ้นไทย” รับกำไรโตดี-มีโอกาสขยายช่วง
P/E ขึ้น...ให้เป้าดัชนีปีหน้าที่ 1,751 จุด

ปิดท้ายกันด้วย อรวรรณ เกียรติพิศาลสกุล” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานจัดการลงทุน งานลงทุนในตราสารทุน บลจ.กรุงไทย บอกว่า ปีนี้ “ตลาดหุ้นไทย” ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น Outperform ตลาดอื่นๆ ช่วง 5 เดือนแรกปี26 ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 26% ซึ่งเติบโตเหนือกว่าตลาดหุ้นโลก (ACWI) มากถึง 14% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการปรับประมาณการกำไรบจ.ขึ้นในปีนี้ หลังตัวเลขผลประกอบการของบจ.ที่ประกาศงบออกมานั้นดีกว่าคาดถึง 67% มีต่ำกว่าคาดเพียง 13% เท่านั้น ต่างกับช่วง 2 ปีก่อนที่ตลาดเจอปรับลดประมาณกำไรบจ.ลง ปีนี้เมื่อกำไรมีแนวโน้มเติบโตดีก็มีโอกาสที่จะมีการขยายช่วยของ P/E ให้สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งในอดีตก็เป็นเช่นนั้น


(อรวรรณ เกียรติพิศาลสกุล)


“ปัจจุบัน ‘หุ้นไทย ยังเทรดบน 12M Forward P/E ที่ระดับ 15.51 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตแต่ยังเทรดต่ำกว่า 12M Forward PBV ประมาณ -1 S.D. ที่ EPS 103 บ./หุ้น ในปี27 ที่ P/E 17 เท่า จะได้เป้าดัชนีปีหน้าที่ 1,751 จุด แต่ถ้าเทรดที่ P/E 16 เท่าก็จะอยู่ประมาณ 1,648 – 1,650 จุด โดยยังมีปัจจัยบวกที่สำคัญจากเงินทุนไหลเข้าที่ออกมาจากอินโดนีเซียที่จะไหลเข้าหุ้นไทยด้วย”


ทั้งหมดนี้ คือ อีกก้าวย่างที่สำคัญของ “บลจ.กรุงไทย” ที่พัฒนาไปอีกขั้น กับการทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรอย่าง “KTB” และ “Fifelity” ที่พร้อมจะตอบโจทย์ทั้งในแง่ของ “โพรดักท์” และ “บริการ” ให้นักลงทุนไทยได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Fun of Funds
“KTAM” ลั่นปี26 ปั้น AUM สู่ “1.1 ล้านลบ.” เพิ่มขึ้น +10%... แนะจัดพอร์ต “สมดุล” รับเทรนด์ “AI Supercycle” ยังชอบ “หุ้น” มากกว่า “ตราสารหนี้” มอง “หุ้นไทย” สิ้นปี27 ที่ระดับ 1,751 จุด !!!
เมื่อ 15 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
โลกช็อก เราต้องไม่ช็อก! “ทิสโก้” เตือนศก.โลกเสี่ยงโตช้า แต่ตลาดหุ้นไทยมีอัปไซด์พุ่งต่อได้อีก 10% ชูธีม AI - หุ้นปันผลเด่นนำพอร์ตสู้ศึกใหญ่
เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ไตรมาส 4 ช่วงเวลาทองของกลุ่มโรงแรม! หลังกรุงเทพฯ ขึ้นแท่นเมืองแห่งคอนเสิร์ต
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
กัลฟ์น้อมถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
เมื่อ 16 ชั่วโมงที่แล้ว
Fund Move
KTAM เปิดมุมมองกลยุทธ์ครึ่งหลังปี 2026 แนะจัดพอร์ตสมดุลรับเทรนด์ AI Supercycle
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us
News Update