Official Update :

ทำความรู้จัก “ตราสารหนี้” “พันธบัตร” vs “หุ้นกู้” เลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์

เมื่อนึกถึงการลงทุน หลายคนอาจคุ้นชินกับการลงทุนในหุ้น, น้ำมัน, ทองคำ เป็นหลัก แต่ในความจริงแล้วยังมีการลงทุนอีกประเภทที่สำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกนิยมใช้เพื่อสร้างสมดุลในพอร์ต และลดความเสี่ยงจากการลงทุน นั่นคือ “ตราสารหนี้” หรือที่มักจะได้ยินจนคุ้นหูว่า “Bond”


โดย “ตราสารหนี้เปรียบเสมือน “สัญญากู้ยืมเงิน” ที่ผู้ลงทุนนำเงินไปให้รัฐบาลหรือบริษัทผู้ออกตราสารกู้ไปใช้ และได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน พร้อมคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนด ต่างจากหุ้นที่ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานและราคาตลาด จึงอาจสรุปให้เห็นภาพได้แบบสั้น ๆ ว่า ตราสารหนี้มีความชัดเจนกว่าหุ้นในเรื่องของผลตอบแทนและกำหนดเวลา


อธิบายตราสารหนี้แบบเห็นภาพ

ตราสารหนี้คือเอกสารที่ระบุว่า “ผู้กู้” ต้องจ่ายคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้ “ผู้ให้กู้” ภายในระยะเวลาที่กำหนด

  • ผู้ให้กู้ = นักลงทุน

  • ผู้กู้ = รัฐบาล หรือบริษัทเอกชน


แม้การลงทุนในตราสารหนี้จะไม่ได้หวือหวาเหมือนหุ้น แต่ให้ความมั่นคงและผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากกว่า จึงเหมาะกับคนที่ต้องการกระแสเงินสดคงที่หรือต้องการลงทุนแบบไม่เสี่ยงมากเกินไป


โดยตราสารหนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่พันธบัตร” ซึ่งออกโดยรัฐบาล เพื่อระดมเงินทุนมาพัฒนาประเทศ และหุ้นกู้” ที่ออกโดยบริษัทเอกชน


พันธบัตร (
Government Bond)

พันธบัตร ออกโดยหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง รัฐวิสาหกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ของประเทศ


จุดเด่นของพันธบัตร

  • ความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากออกโดยรัฐบาล หรือมีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ค้ำประกัน

  • มีความน่าเชื่อถือสูง มีความปลอดภัยและมั่นคง โอกาสที่จะไม่ชำระหนี้ต่ำมาก

  • ผลตอบแทนคงที่ สามารถวางแผนทางการเงินระยะยาวได้ และสามารถรักษาเงินต้นเอาไว้ได้ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง


หุ้นกู้ (
Corporate Bond)

หุ้นกู้ออกโดยบริษัทเอกชน เพื่อระดมทุนไปใช้ในกิจการ เช่น ขยายโรงงาน ลงทุนโครงการใหม่ หรือเสริมสภาพคล่อง


จุดเด่นของหุ้นกู้

  • ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์และพันธบัตรรัฐบาล

  • สร้างรายได้ประจำที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

  • เสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น

  • สามารถซื้อขายและเปลี่ยนมือได้ ไม่ต้องรอให้ครบกำหนด


เนื่องจากหุ้นกู้มีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตร นักลงทุนจึงควรตรวจสอบเครดิตเรตติ้งของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ให้ดีเสียก่อน รวมถึงการสำรวจฐานะการเงินเพื่อดูว่ามีความมั่นคงเพียงใดก่อนตัดสินใจลงทุน


“พันธบัตร” vs “หุ้นกู้” เลือกอย่างไรให้เหมาะ?

เมื่อทำความเข้าใจกับตราสารหนี้ทั้ง 2 ประเภทแล้ว อาจเกิดคำถามที่ตามมาว่าแล้วควรเลือกลงทุนในรูปแบบใดมากกว่ากัน ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพ Wealthy Thai จะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้

  • พันธบัตร : ความมั่นคงสูง ผลตอบแทนไม่หวือหวา

  • หุ้นกู้ : ผลตอบแทนมากกว่า แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น


ดังนั้น “พันธบัตร” จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ชอบความมั่นคงและสม่ำเสมอ ต้องการกระแสเงินสดคงที่ และไม่อยากเสี่ยงกับความผันผวนมากนัก แม้ว่าดอกเบี้ยอาจไม่สูง แต่มั่นใจได้ว่าเงินต้นมีความปลอดภัยแน่นอน ส่วน “หุ้นกู้เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้น ต้องการผลตอบแทนสูงกว่า พร้อมยอมแลกกับความเสี่ยงบางส่วน เช่น บริษัทอาจผิดนัดจ่ายดอกเบี้ย หรือเครดิตมีความผันผวน


สุดท้ายไม่ว่าจะเลือกการลงทุนในรูปแบบใด การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการลงทุนยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่เสมอ และสำหรับการจัดพอร์ตลงทุน นักวางแผนการเงินมักแนะนำให้มีทั้ง “พันธบัตรและหุ้นกู้ผสมผสานกับสินทรัพย์อื่น ๆ เพื่อสร้างสมดุลทั้งการสร้างรายได้ประจำและโอกาสในการเติบโต