Coupon VS Yield ต่างกันยังไง? เข้าใจให้ชัดก่อนลงทุนตราสารหนี้
เมื่อนักลงทุนมองหาผลตอบแทนจากการลงทุน ตัวเลขที่ปรากฏอยู่หน้าตราสารมักถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจ แต่สำหรับตราสารหนี้ ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่ได้สะท้อนผลตอบแทนที่แท้จริงเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง Coupon และ Yield ซึ่งเป็นสองคำที่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนโดยตรง แต่มีความหมายและการใช้งานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
Coupon ดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่กำหนดตั้งแต่ต้น
Coupon คืออัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกตราสารหนี้กำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มต้น และมีหน้าที่จ่ายให้ผู้ถือครองตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา โดยคำนวณจากมูลค่าพาร์ของตราสาร ตัวเลขนี้จึงไม่เปลี่ยนแปลงตามราคาซื้อขายในตลาด เช่น ตราสารหนี้มูลค่า 1,000,000 บาท กำหนด Coupon 5% ต่อปี ผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยรวม 50,000 บาทต่อปี ไม่ว่าตราสารนั้นจะซื้อขายในราคาใดก็ตาม ทำให้ Coupon เหมาะสำหรับการประเมินมูลค่ากระแสเงินสดที่แน่นอนในอนาคต
Yield ผลตอบแทนที่สะท้อนราคาซื้อจริง
Yield เป็นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีจากการถือจนครบอายุ ซึ่งสะท้อนผลตอบแทนที่แท้จริงของการลงทุนมากกว่า เพราะคำนวณจากราคาที่ซื้อในตลาด รวมกับดอกเบี้ยที่ได้รับ และเงินต้นที่จะได้รับคืนเมื่อครบกำหนด หากซื้อตราสารหนี้ที่ราคาพาร์ Yield จะเท่ากับ Coupon แต่เมื่อราคาซื้อขายเปลี่ยนไป Yield ก็จะเปลี่ยนตาม ดังนั้น Yield จึงเหมาะกับการประเมินผลตอบแทนที่ได้รับจริงของนักลงทุน
ความสัมพันธ์ระหว่างราคา Coupon และ Yield
เมื่อซื้อตราสารหนี้ในราคาต่ำกว่าพาร์ นักลงทุนจะได้รับกำไรจากส่วนต่างราคาเมื่อครบอายุ ส่งผลให้ Yield สูงกว่า Coupon ในทางกลับกัน หากซื้อตราสารหนี้ในราคาสูงกว่าพาร์ แม้ดอกเบี้ยที่ได้รับยังเท่าเดิม แต่ผลตอบแทนรวมจะลดลง ทำให้ Yield ต่ำกว่า Coupon ความสัมพันธ์นี้ทำให้ Yield เคลื่อนไหวสวนทางกับราคาตราสารหนี้ในตลาด
กรณีไม่มี Coupon แต่ยังมีผลตอบแทน
ตราสารหนี้บางประเภทไม่มีการจ่าย Coupon โดยผลตอบแทนจะอยู่ในรูปของส่วนต่างราคา คือซื้อในราคาต่ำกว่าพาร์และรับเงินคืนเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนด ยิ่งซื้อได้ต่ำมากเท่าใด Yield ก็ยิ่งสูงขึ้น แต่หากซื้อในราคาสูงเกินไป ผลตอบแทนที่แท้จริงก็อาจลดลงได้
ดังนั้น Coupon และ Yield จึงมีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดย Coupon ช่วยกำหนดภาพของกระแสเงินสดที่ผู้ลงทุนจะได้รับอย่างสม่ำเสมอตามเงื่อนไขของตราสาร ขณะที่ Yield ทำหน้าที่สะท้อนความคุ้มค่าของการลงทุนภายใต้ระดับราคาที่เปลี่ยนแปลงในตลาด การพิจารณาควบคู่กันทั้งสองมิติย่อมช่วยให้การประเมินตราสารหนี้มีความรอบคอบมากขึ้น ไม่เพียงมองเห็นรายรับระหว่างทาง แต่ยังเข้าใจผลตอบแทนโดยรวมเมื่อถือจนครบอายุ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการจัดพอร์ตลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

