Official Update :

สิ่งสำคัญ “ไม่ใช่การทายผลเลือกตั้ง...แต่คือเรื่องวินัย” !!!

Where2put Ur Money: วันนี้ “ไทร” จะชวนคุยถึงอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาและให้ความสำคัญมากไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “การเลือกตั้งกลางเทอม” ของสหรัฐนั่นเองค่ะ


อีกประมาณสามเดือนข้างหน้า วันที่ 3 พฤศจิกายน “สหรัฐฯ” จะมี “เลือกตั้งกลางเทอม” และตามธรรมเนียม พาดหัวข่าวการเงินจะเริ่มเปลี่ยนโทน จากที่เคยคุยกันเรื่องงบไตรมาส ก็จะกลายเป็นเรื่องใครจะได้สภา ใครจะเสียเก้าอี้ และสิ่งที่ นักลงทุนควรเตรียมใจไม่ใช่ผลการเลือกตั้ง แต่เป็นความผันผวนและความไม่แน่นอนเชิงนโยบายค่ะ


ถ้าเปิดดูตัวเลขจาก J.P. Morgan Asset Management” จะเห็นภาพที่ดูน่ากลัวพอสมควร ปีที่มี “เลือกตั้งกลางเทอม” ดัชนี S&P 500” จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.2% ขณะที่ปีปกติให้ 13.3% ส่วนความผันผวนก็สูงกว่า อยู่ที่ 16.8% เทียบกับ 14.0%


เห็นแบบนี้หลายคนคงสรุปทันทีว่า “เลือกตั้งกลางเทอม” เป็นตัวถ่วง แต่ที่น่าสนใจคือกราฟชุดนี้เขียนหัวข้อกำกับไว้เองเลยว่า "แต่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่คุณคิด" พอลงไปดูรายปี ความจริงก็โผล่ออกมา ตัวเลขเฉลี่ยที่ดูแย่นั้นถูกลากลงมาจาก 2 ปีเป็นหลัก คือ 2018 ที่ติดลบ 4.4% และ 2022 ที่ติดลบไปถึง 18.1% สองปีนี้ความผันผวนก็สูงลิ่วที่ 18.4% และ 23.0% ตามลำดับ


คำถามคือ...2 ปีนั้น “หุ้นตก” เพราะเลือกตั้งจริงหรือ

ปี 2018 Fed ขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งรวด บวกกับสงครามการค้ากับจีนที่ปะทุเต็มรูปแบบ ส่วนปี 2022 เงินเฟ้อทะลุ 9% Fed ขึ้นดอกเบี้ยแรงที่สุดในรอบ 40 ปี แถมมีสงครามยูเครนซ้อนเข้ามาอีก ทั้ง 2 ปีตัวแปรหลักคือ “ดอกเบี้ย” กับ “เงินเฟ้อ” การเลือกตั้งแค่บังเอิญเกิดขึ้นในปีเดียวกันเท่านั้นเอง ถ้าจะโทษคูหาเลือกตั้งก็คงต้องบอกว่า “โทษผิดที่ค่ะ”



รูปแบบที่เกิดซ้ำจริงๆ

สิ่งที่มีความหมายมากกว่าตัวเลขรายปี คือ “จังหวะเวลา” ภายในปีนั้น


Goldman Sachs” พบว่าตั้งแต่ปี1974 เป็นต้นมา ช่วงตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมจนถึงวันเลือกตั้ง S&P 500” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย คือแทบไม่ได้อะไรเลย นิ่งสนิท แต่พอผ่านวันเลือกตั้งไปสามเดือน ผลตอบแทนเฉลี่ย กระโดดเป็นบวก 6%


ข้อมูลฝั่ง Bloombergยืนยันภาพเดียวกัน โดยวัดย้อนไปตั้งแต่ปี 1970 ใช้ช่วง 126 วันทำการก่อนและหลังวันเลือกตั้ง ค่าเฉลี่ยทุกกรณีที่เกิดขึ้นอยู่ที่บวก 14.1% ใน 6 เดือนหลังเลือกตั้ง ที่น่าสนใจกว่านั้นคือเขาแยกกรณีออกมาให้ดูด้วย ปีที่พรรครัฐบาลคุมทั้งทำเนียบขาวและสองสภา แล้วเสียการควบคุมอย่างน้อยหนึ่งสภา ซึ่งได้แก่ปี 1994, 2006, 2010, 2018 และ 2022 ผลตอบแทนหลังเลือกตั้งอยู่ที่บวก 10.4% ส่วนกรณีอื่นๆ ทั้งหมดอยู่ที่บวก 16.1%


“จุดสำคัญคือทุกกรณีเป็นบวกหมด แม้แต่ปีที่พรรครัฐบาลแพ้ยับ ตลาดก็ยังให้ผลตอบแทนสองหลัก แค่น้อยกว่าเท่านั้น เหตุผลเบื้องหลังก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ‘Goldman Sachs’ อธิบายว่ากองทุนรวมและนักลงทุนต่างชาติมักลดน้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ ช่วงปลายฤดูร้อนก่อนเลือกตั้ง แล้วค่อยทยอยกลับเข้ามาหลังผลออก เป็นเรื่องการไหลของเงินตามความไม่แน่นอน ไม่เกี่ยวกับว่าใครชนะค่ะ”



แล้วปี
2026 ต่างจากปีอื่นตรงไหน

อย่างแรกคือ “คะแนนนิยมของผู้นำ” ข้อมูล The Economist” ณ วันที่ 19 กรกฎาคม แสดงว่า net approval ของ Trump ในเทอม2 อยู่ที่ติดลบ 23 จุด ถ้าเทียบ ณ จุดเวลาเดียวกัน ทรัมป์เทอมแรกอยู่ที่ลบ 10 Biden อยู่ที่ลบ 16 เส้นกราฟไหลลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเทอมแทบไม่มีจังหวะฟื้น ซึ่งในเชิงสถิติ “คะแนนนิยมประธานาธิบดี” คือตัวทำนายผลเลือกตั้งกลางเทอมที่แม่นที่สุดตัวหนึ่ง


อย่างที่สอง ตลาดรู้เรื่องนี้แล้ว Prediction Markets” ให้โอกาสราว 85% ที่ “เดโมแครต” จะยึดสภาผู้แทนราษฎรคืน ส่วนวุฒิสภายังก้ำกึ่ง แปลว่าฉากทัศน์ที่ “Bloomberg” เรียกว่า Lost Control” คือสิ่งที่ตลาดคาดไว้อยู่แล้ว และฉากทัศน์นั้นในอดีตให้ผลตอบแทนราว 10% ไม่ใช่หายนะ


Goldman Sachs ยังชี้ต่อว่าเมื่อผลออกมาตามคาด โอกาสเกิดเซอร์ไพรส์เชิงกฎหมายก็ต่ำ เพราะ “สภาแบ่งขั้ว” แปลว่าออกกฎหมายใหญ่ไม่ได้ ซึ่งในสายตาตลาดหุ้นมักถูกมองว่าเป็นสถานะที่คาดเดาได้ ไม่ใช่ความเสี่ยง


อย่างที่สาม และ “ไทร” คิดว่าสำคัญที่สุด ความเสี่ยงตัวจริงไม่ได้อยู่ในคูหา แต่อยู่ใน “ตลาดพันธบัตร” ค่ะ ซึ่งในอดีตหุ้นมักให้ผลตอบแทนที่ไม่ดี เมื่อ yield พันธบัตรอายุ 10 ปีขยับขึ้นเกิน +1SD ตามภาพ ซึ่งหมายความว่าปัจจัยกดดันจริงๆ ไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้งแต่อยู่ที่ Cost Of Fund” ในช่วงนี้มากกว่า


สังเกตไหมว่า...นี่คือธีมเดียวกับ 2018 และ 2022 อีกครั้ง !!!


เรื่องที่ควรตามจริงๆ

“เงินเฟ้อ” ยังเป็นประเด็นอันดับหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งรอบนี้ โพลชี้ว่าเรื่องราคาสินค้ามาก่อนประเด็นอื่นทั้งหมด “ไทร” มองว่า นโยบายที่จะถูกผลักดันหลังเลือกตั้งจึงน่าจะวนเวียนอยู่รอบเรื่องค่าครองชีพเป็นหลัก อีกเรื่องที่ตลาดจับตาคือ “กฎระเบียบด้าน AI” ซึ่งมองว่าก็จะได้แรงหนุนจากทั้ง 2 พรรค พูดง่ายๆ คือไม่ว่าใครชนะ ทิศทางก็อาจไม่ต่างกันมากนักค่ะ


สิ่งที่อยากฝากไว้

ประเด็นที่อยากเน้นที่สุดในบทความนี้ “ไม่ใช่การทายผลเลือกตั้ง...แต่คือเรื่องวินัย”


“ความผันผวน” ที่สูงขึ้นไม่ได้แปลว่าปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน “ผลการเลือกตั้งกลางเทอม” ไม่ได้ทำให้บริษัทจดทะเบียนขายของได้น้อยลง ไม่ได้ทำให้มาร์จิ้นหดตัว และไม่ได้เปลี่ยนความสามารถในการทำกำไรระยะยาว สิ่งที่เปลี่ยนคือราคาที่คนยินดีจ่ายในระยะสั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับอารมณ์ตลาดและการปรับพอร์ตชั่วคราวของเม็ดเงินลงทุน มากกว่าตัวเลขในงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน


“เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรทำในช่วง 3 เดือนข้างหน้าคือกลับไปทำตามแผนเดิมให้สม่ำเสมอค่ะ ใครทยอยลงทุนอยู่ก็ทยอยต่อไป อย่าปล่อยให้พาดหัวข่าวการเมืองมาเปลี่ยนแผนที่ตั้งอยู่บนเป้าหมายและระยะเวลาลงทุนของตัวเอง สถิติทั้งหมดข้างต้นชี้ไปทางเดียวกันว่า คนที่อยู่ในตลาดผ่านช่วงเวลาที่ผันผวนในช่วงการเลือกตั้ง คือคนที่ได้รับผลตอบแทนที่ดีในช่วงหลังเลือกตั้ง”


ขณะเดียวกันก็ควร “กระจายการลงทุน” ไปในหลายสินทรัพย์ อย่าฝากทุกอย่างไว้กับ “หุ้นสหรัฐฯ” อย่างเดียว การมีทั้ง “ตราสารหนี้ทั่วโลก”, “ตราสารหนี้ไทย” ที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงิน “ทองคำ” สินทรัพย์ทางเลือก และหุ้นในภูมิภาคอื่น ช่วยให้พอร์ตโดยรวมอาจผันผวนได้น้อยลง ยิ่งเมื่อความเสี่ยงหลักคือ  Bond Yield” ซึ่งจะกระทบสินทรัพย์แต่ละประเภทไม่เท่ากัน การกระจายการลงทุนก็ยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้น


สุดท้ายคือควรมี “เงินสดสำรอง” ไว้บางส่วน ไม่ใช่เพื่อหนีออกจากตลาด แต่เพื่อให้มีกระสุนในวันที่ตลาดย่อ “ความผันผวน” เป็นดาบสองคมเสมอ สำหรับคนที่ไม่มีสภาพคล่องมันคือความเสี่ยง แต่สำหรับคนที่เตรียมเงินสดไว้ มันคือโอกาสได้ของดีในราคาที่ถูกลง ความต่างระหว่างสองกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครทายตลาดเก่งกว่า แต่อยู่ที่ใครเตรียมตัวมาดีกว่า


ตลาดจะแกว่งแน่นอนในช่วงหลายเดือนข้างหน้า นั่นเป็นเรื่องที่คาดหมายได้ แต่คนที่มีแผน มีการกระจายความเสี่ยง และมีเงินสดในมือ จะมองความผันผวนนี้ด้วยสายตาที่ต่างออกไปค่ะ


บทความนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และสถิติในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต


ข้อมูลประกอบ: Investing.com/Yahoo Finance (26 ก.ค. 2026) อ้างอิงบทวิเคราะห์ Goldman Sachs, J.P. Morgan Asset Management (6 ก.ค. 2026), Bloomberg (30 มี.ค. 2026), The Economist Approval Tracker (19 ก.ค. 2026)

นริสรา ชัยวัฒนะ

ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัด ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงแห่งวงการหลักทรัพย์ มุ่งมั่นสร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมการเงิน พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมการเงินประเทศ

Most Viewed
Fund Move
“หุ้นเกาหลีใต้” เจอ “Circuit Breaker” 2 วันติด ก่อนปิดตลาดวันนี้ -5.98% (1M -32.54%)…แต่ปีนี้ “กองหุ้นเกาหลีใต้” ยังเขียวยกแผง โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +54.77% !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Wealth EZ
Credit Default Swap (CDS) คืออะไร? ทำไมถึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา
เมื่อ 13 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
EGCO Group กว่า 3 ทศวรรษแห่งความยั่งยืน ไขปัจจัยความสำเร็จ ติด “DJ BIC 2026 สาธารณูปโภคไฟฟ้า กลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่”
เมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว
Where to put your money
สิ่งสำคัญ “ไม่ใช่การทายผลเลือกตั้ง...แต่คือเรื่องวินัย” !!!
เมื่อ อีก 10 ชั่วโมง
News Highlight
EA คว้ารางวัลความยั่งยืนระดับเอเชีย AREA 2026 จากโครงการ Oxygen Concentrator Life-Extension
เมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us