แนะสร้าง “Core Portfolio” ที่ยืดหยุ่นฝ่าตลาดผันผวน... ชู “Lifetime Investing” รับโจทย์ชีวิตที่ยาวขึ้น ส่วน “หุ้นไทย” ปีนี้ หั่นเป้าเหลือ 1,600 จุด !!!
สาระ Fund วันละนิด: ในวันที่ปรากฎการณ์ “Blue Sweep” เกิดขึ้นในสหรัฐ เมื่อ “พรรคเดโมแครต” สามารถกวาดชัยชนะและครองเสียงข้างมากได้ทั้ง 2 สภาของ “สภาคองเกรส” เกิดเป็นความหวังให้โลกจะไม่วุ่นวายเหมือนช่วงที่ผ่านมา
แม้ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง แต่เศรษฐกิจและภาคธุรกิจยังมีความยืดหยุ่น
การลงทุนจึงควรให้น้ำหนักกับพื้นฐานและความสามารถในการสร้างกำไรของบริษัท ควบคู่กับการติดตามทิศทาง “เงินเฟ้อ” และ “ดอกเบี้ย” ที่ยังเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดหุ้น
ในปี2027 ทิศทางการลงทุนจะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญของ “บลจ.กสิกรไทย” พร้อมกันได้เลย

ชู “Lifetime Investing” รับโจทย์ชีวิตที่ยาวขึ้น…เน้นสร้าง “Core Port” ที่มีความยืดหยุ่น
โดย "วิน พรหมแพทย์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย บอกว่า การลงทุนระยะยาวยังต้องมีพื้นฐานพอร์ตที่สามารถรับมือกับสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน เน้นการสร้างพอร์ตที่สามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ ด้วยการสร้าง “Core Portfolio” ที่ยืดหยุ่น โดยกำหนดบทบาทของแต่ละสินทรัพย์ให้ส่งเสริมกัน โดยหุ้นทำหน้าที่สร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุน ขณะที่ตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้นถึงปานกลางช่วยสร้างรายได้ระหว่างการถือครองและลดความอ่อนไหวต่อความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ส่วนตราสารหนี้ระยะยาวมีบทบาทช่วยรองรับความเสี่ยงในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว รวมไปถึงสินทรัพย์อื่นๆ ที่ช่วยรับมือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของพอร์ตเมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนแปลง

(วิน พรหมแพทย์)
“โจทย์การวางแผนเกษียณกำลังเปลี่ยนไปตามอายุที่ยืนยาวขึ้น โดยคนไทยที่มีอายุ 60 ปี ยังมีอายุคาดเฉลี่ยอีกประมาณ 22 ปี สะท้อนว่าช่วงชีวิตหลังเกษียณอาจยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ และทำให้ ‘Longevity Risk’ หรือ ‘ความเสี่ยงที่เงินจะหมดก่อนชีวิต’ มีความสำคัญมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจาก ‘เงินเฟ้อ’ และ ‘ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ’ การวางแผนจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการสะสมเงินให้ได้ตามเป้าหมาย แต่ต้องบริหาร ‘Wealthspan’ ให้สอดคล้องกับ ‘Lifespan’ โดยเปลี่ยนบทบาทของเงินจากการสร้างความมั่งคั่งในวัยทำงาน ไปสู่การสร้างกระแสรายได้ บริหารความเสี่ยง และเปิดโอกาสให้เงินลงทุนเติบโตต่อหลังเกษียณ เพื่อให้ความมั่งคั่งสามารถรองรับการใช้ชีวิตและเป้าหมายที่เปลี่ยนไปตลอดช่วงชีวิต”
“AI” ยังเป็นธีมที่แข็งแกร่ง...แนะกระจายลงทุน “น้ำมัน” ปกป้องความเสี่ยงจากภาวะสงคราม
“AI” ยังคงเป็นหนึ่งในธีมการเติบโตระยะยาว แต่โอกาสการลงทุนกำลังขยายวงกว้างขึ้นจากผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ที่สามารถนำ “AI” ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ เช่น ธนาคาร ค้าปลีก และธุรกิจการแพทย์ ขณะเดียวกัน ต้องจับตาว่าเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากในโครงสร้างพื้นฐาน “AI” จะสามารถสร้างรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้อย่างยั่งยืนเพียงใด ท่ามกลางต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น ทำให้การคัดเลือกบริษัทที่สามารถทำกำไรจากการลงทุนด้าน AI อย่างยั่งยืนมีความสำคัญมากขึ้น
“ส่วนราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูงใกล้ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่โอกาสปรับขึ้นต่อแรงๆ ค่อนข้างจำกัด โดยหากราคาน้ำมันปีหน้าทรงตัวเท่าเดิม เมื่อวัดแบบปีต่อปี (YoY) อัตราเงินเฟ้อจะไม่พุ่งสูง ทำให้แรงกดดันที่ ‘ธ.กลางสหรัฐ’ (Fed) จะขึ้นดอกเบี้ยลดลง คาดว่าจะขึ้นอีกเพียง 1-2 ครั้ง ในปีหน้าซึ่งเป็นผลบวกต่อตลาดตราสารหนี้เช่นกัน ในภาววะที่ราคาน้ำมันโลกยังมีความผันผวนจากปัจจัยเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายลงทุนใน ‘น้ำมัน’ ช่วยปกป้องความเสี่ยง (Hedge) จากปัจจัยสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ แนะนำให้รอราคาย่อตัวแล้วค่อยทยอยซื้อเพิ่ม ส่วน ‘ทองคำ’ ในระยะยาวยังน่าสนใจที่ราคาระดับ 3,900-4,000 ดอลลาร์ เป็นโอกาสเข้าสะสม เนื่องจากมีแรงซื้อต่อเนื่องจากธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบัน”

หั่นเป้า “หุ้นไทย” ปีนี้เหลือ 1,600 จุด...ส่วนปีหน้าระดับ 1,700 จุด ยังท้าทาย
ส่วนทิศทาง “ตลาดหุ้นไทย” นั้น “ภารดี มุณีสิทธิ์” Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย มองว่า เป้าหมายดัชนีหุ้นไทย (SET Index) เดิมที่เคยประเมินไว้บริเวณ 1,680-1,700 จุด อาจเป็นไปได้ยากที่จะเห็นภายในปีนี้ จึงปรับลงมาเหลือ 1,600 จุด รับแรงกดดันจากการปรับลดลงของระดับ P/E ทั่วโลก ผลจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI รวมถึงผลประกอบการของ DELTA ในไตรมาสที่3/26 ที่ออกมาต่ำกว่าคาด รวมถึงทิศทางราคาน้ำมันที่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของดัชนีตลาดหุ้นไทย โอกาสที่ “หุ้นไทย” จะขึ้นไประดับ 1,700 จุด ในปีหน้ามีความท้าทายมากขึ้น
ประเมินภาพรวมในปีนี้ผลประกอบการของกลุ่มพลังงานปรับตัวดีขึ้นอย่างมากจากสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่เนื่องจากกลุ่มพลังงานคิดเป็นสัดส่วนกำไรถึง 1 ใน 3 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด หากราคาน้ำมันปีหน้าทรงตัวอยู่ที่ระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล อาจทำให้กำไรของกลุ่มนี้จำกัด และกลายเป็น Downside ต่อการเติบโตของกำไรตลาดรวมได้เช่นกัน

(ภารดี มุณีสิทธิ์)
“แม้ตลาดจะคาดการณ์ว่ากำไร บจ.ในปีหน้าจะเติบโตได้ราว 5% แต่บริษัทประเมินว่ากำไรอาจทรงตัว (Flat) เมื่อเทียบกับปีนี้ โดยปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยที่ระดับ 1,500 จุด ถือว่าลงมาอยู่ในจุดที่ค่อนข้างถูก โดยมี P/E อยู่ที่ 13–14 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 15 เท่า) และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ราว 3.5-3.6%”
แนะนำเน้นการลงทุนในกลุ่มที่มีความเสถียรและกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากรอบการลงทุนใหม่ ได้แก่ “กลุ่มธนาคาร” เป็นกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานเสถียร ความผันผวนของกำไรต่ำ และได้ผ่านการจัดการปัญหาหนี้เสีย (NPL) ไปแล้วระดับหนึ่ง และได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Wealth Management) และจ่ายเงินปันผลในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยสูงกว่า 5% และบางหุ้นให้ Dividend Yield สูงถึง 6-8%
ธีมเน้นการเติบโตจากการลงทุน ได้แก่ “กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม” และ “สาธารณูปโภค” (ไฟฟ้า-น้ำประปา)รับอานิสงส์โดยตรงจากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมทั้งการเร่งตัวของการขอส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI “กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์” BOI มีนโยบายผลักดันการส่งเสริมการลงทุนจากเดิมที่เป็นเพียงขั้น “ปลายน้ำ” ขยับขึ้นสู่ขั้น “กลางน้ำ” และ “ต้นน้ำ” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเชื่อมต่อกับ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของ AI ในระดับโลก
สำหรับทิศทางการลงทุนในปี27 ยังคงมีท้าทายและความผันผวน “การกระจายการลงทุน” ไปยังสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งหุ้นทั่วโลก ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ และทองคำ ยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรับมือความผันผวนและช่วยตอบโจทย์การลงทุนสู่เป้าหมายได้เป็นอย่างดี
