“หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์”…อีกทางเลือกสำหรับนักลงทุน “สายตราสารหนี้” !!!

Wealthy Way: หนึ่งในทางเลือกที่ “นักลงทุนทั่วไป” ที่อยู่ “สายตราสารหนี้” มีโอกาสได้สัมผัสกันมาตั้งแต่ปลายปี2019 นั่นก็คือ “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” หรือ Perpetual Bond” นั่นเอง


เพราะไม่ใช่บริษัทไหนก็จะออกกันได้ บริษัทที่ออกกันล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำระดับ Big Name” ที่นักลงทุนรู้จักกันเป็นอย่างดี เช่น CPALL, IVL, BCP, BGRIM หรือ TU เป็นต้น


และความน่าสนใจนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น


เพราะกรณีของตราสาร AT1” ที่มีปัญหาใน่ชวงที่ผ่านมาของ ธนาคารเครดิตสวิส” (Credit Suisse) มูลค่า 16,000 ล้านฟรังก์สวิส (ประมาณ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่ถูกหน่วยงานกำกับดูแลตลาดเงินประเทศสวิตเซอร์แลนด์สั่งตัดมูลค่าเป็นศูนย์จนดังไปทั่วโลกนั้น ก็จัดเป็น “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” เช่นเดียวกัน


แต่สบายใจได้ในไทย ไม่มีแบงก์ไหนขายตราสาร AT1” ในประเทศไทยแต่ประการใด แต่ก้มีการนำไปขายในตลาดต่างประเทศเช่นกัน


ส่วน “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” นั้น ก็ยังมีบริษัท Big Name” ที่มีแพลนจะออกขายเป็นระยะๆ อยู่ ใครที่สนใจก็ยังมีโอกาสให้ได้ลงทุนกันแน่นอน


แล้ว “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” เป็นยังไง ทำไมจึงน่าสนใจในสายตานักลงทุน ตามทีมงาน ‘Wealthyhai’ ไปค้นหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลย



“หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” (
Perpetual Bond) คือ อะไร?

“หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” (Perpetual Bond) เป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่มีลักษณะก่ำกึ่งระหว่าง ตราสารหนี้ และ ตราสารทุนซึ่งโดยปกติตราสารหนี้ประเภทนี้จะไถ่ถอนเงินต้นเมื่อบริษัทเลิกกิจการ


“จะเห็นว่าบริษัทที่จะออก ‘Perpetual Bond’ นั้น ไม่ใช่บริษัทไหนก็จะออกกันได้ แต่ต้องเป็นบริษัทชั้นนำที่คนโดยทั่วไปต่างก็รู้จัก เพราะตราสารหนี้ประเภทนี้จะไถ่ถอนคืนเมื่อ เลิกกิจการ หรือ เจ๊ง นั่นเอง ดังนั้นถ้าบริษัทชื่อชั้นไม่ดังจริง ก็ออกยาก เพราะถ้านักลงทุนคิดว่าจะ เจ๊ง ก็คงไม่ซื้อเช่นกัน”




โดยบริษัทชั้นนำเหล่านี้จะเลือกออก “Perpetual Bond” เมื่อมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่จำเป็นต้องใช้เงินมากๆ แล้วไม่ต้องการที่จะกู้เงินเพราะอาจจะทำให้สัดส่วน “หนี้สิน” ของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนส่งผลให้ “สัดส่วนหนี้สินต่อทุน” (D/E) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเครดิตสูงตามไปด้วย หรือหากจะระดมทุนด้วยการ “เพิ่มทุน” ขายผู้ถือหุ้นเดิมก็อาจทำได้ยากและจำกัดวงขายไว้แค่เฉพาะกลุ่ม ‘ผู้ถือหุ้นเดิมเท่านั้น ในขณะที่การออก Perpetual Bond นั้นสามารถขายให้นักลงทุนทั่วไปได้ด้วย


“บริษัท Big Name เหล่านี้จึงเลือกที่จะออก ‘Perpetual Bond’ แทน เนื่องจากตาม มาตรฐานบัญชีปัจจุบัน สามารถนับเป็น ทุน (equity)’ ได้ จึงเป็นประโยชน์ในการระดมทุนสำหรับบริษัทโดยไม่เพิ่ม D/E แต่ประการใด และยังช่วยทำให้ D/E ลดลงอีกด้วย ไม่เพียงเท่านี้ยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการบริหารจัดการโครงสร้างหนี้อีกด้วย”



5 ลักษณะที่สำคัญของ “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” (Perpetual Bond)

“หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” (Perpetual Bond) มีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้


1.“การไม่มีอายุ” หรือ “ไม่กำหนดวันไถ่ถอน” ผู้ลงทุนมีสิทธิได้ดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ คล้ายๆ กับผู้ลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสได้เงินปันผลตราบใดที่บริษัทนั้นๆ ยังไม่เลิกกิจการไป ถ้าต้องการได้เงินก่อนครบกำหนดไถ่ถอนก็ต้องไปขายใน “ตลาดรอง” เท่านั้น ซึ่งราคาขายที่ได้อาจจะ สูงกว่าหรือ ต่ำกว่า ต้นทุนที่ซื้อมาก็ได้


2.“เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ” หากบริษัทที่ออก “ล้มละลาย” นักลงทุนที่ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้คืนหลังเจ้าหนี้สามัญอื่นๆ ซึ่งอาจได้รับชำระหนี้คืน “เต็มจำนวน” หรือ “บางส่วน” ตามจำนวนเงินที่เหลือจากการชำระเจ้าหนี้ลำดับก่อนหน้า


3.“เลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้” ผู้ออกสามารถ “เลื่อนการจ่ายดอกเบี้ย” ออกไปได้โดยไม่มีเงื่อนไขแม้ว่าบริษัทจะมีกำไรก็ตาม แต่เมื่อเลื่อนก็จะทบดอกเบี้ยเอาไว้ให้ด้วย ที่สำคัญถ้าบริษัทเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยออกไป ในระหว่างนั้นก็ไม่สามารถจ่ายปันผลกับผู้ถือหุ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เงินหรือ หุ้นปันผล ก็ตาม ดังนั้นนักลงทุนต้องเตรียมการรองรับไว้ด้วยว่าอาจจะไม่ได้รับกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยทุกงวดเหมือนการลงทุนในหุ้นกู้ปกติ แต่ในไทยยังไม่มีผู้ออกรายใดเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ยมาก่อน




“แต่ ‘AT1’ นั้น จะต่างจาก Perpetual Bond ทั่วไป ตรงที่ธนาคารสามารถ ยกเลิก หรือ เลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้ โดยที่ไม่ต้องสะสมดอกเบี้ยที่ถูกเลื่อนจ่ายออกไปไปสมทบจ่ายในครั้งถัดไปแต่ประการใด”


4.มีสิทธิไถ่ถอน (Call Option)” บริษัทผู้ออกมีสิทธิเรียก “ไถ่ถอนได้ก่อนกำหนด” โดยมักจะกำหนดให้เริ่มใช้สิทธิไถ่ถอนได้ตั้งแต่ปีที่ 5 ซึ่งในช่วง 5 ปีแรกยังนับเป็น “ทุน” ได้ หลังจาก 5 ปีก็จะกลายเป็น “หนี้” บริษัทที่ออกส่วนใหญ่ก็จะเลือกไถ่ถอนเมื่อครบ 5 ปี หากไม่สามารถนับเป็นทุนได้แล้ว หรือหากดอกเบี้ยในตลาดขณะนั้นลดลงจากวันออก บริษัทก็อาจไถ่ถอนแล้วออกรุ่นใหม่ที่จ่ายดอกเบี้ยต่ำลงได้


5.“อันดับเครดิตของ Perpetual Bond” โดยทั่วไปจะต่ำกว่าอันดับเครดิตบริษัทที่ออกอยู่ “2 ระดับ” ตัวอย่าง บริษัทมีเครดิตเรทติ้ง A ก็จะออก “Perpetual Bond” มีเรทติ้ง BBB+ จากการมีสถานะเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ เป็นผลให้ Perpetual Bond จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าหุ้นกู้ปกตินั่นเอง เรียกว่าถ้าบริษัทออกหุ้นกู้โดยใช้เรทติ้งบริษัทก็จะออกได้ในต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่า แต่ก็จะ “นับเป็นทุนไม่ได้” นั่นเอง


“หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” (Perpetual Bond) จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเงินลงทุนสูงที่ต้องการกระจายทางเลือกในการลงทุน หรือนักลงทุนเงินเย็นที่ไม่ได้มีเป้าหมายในการรับเงินต้นคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยควรทำความเข้าใจถึงเงื่อนไขพิเศษของ “Perpetual bond” เพื่อประเมินความเสี่ยงของหุ้นกู้และระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ก่อนตัดสินใจลงทุนน่าจะดีกว่า เพื่อจะได้ลงทุนด้วยความเข้าใจและลงทุนอย่างสบายใจนั่นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
GUNKUL เซ็น PPA ใหม่ คว้าโรงไฟฟ้า 3 โครงการ หนุนพอร์ตพลังงานสีเขียวโตต่อ ดันกำลังผลิตรวมพุ่งแตะ 2,121 MW
เมื่อ 21 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
เปิดโผหุ้นรับอานิสงส์ 4 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนไทย อัดงบ 7 หมื่นล้าน ลุย EV-AI นิคม ยานยนต์ ชิ้นส่วน พลังงานเด่น
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
มองครึ่งปีหลัง “สินทรัพย์เสี่ยง” ยังน่าสนใจ แต่ต้องเลือก... มองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,630 – 1,660 จุด !!!
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ประเทศไทย จาก “Sick Man of Asia” สู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน AI ดาวรุ่ง? Bloomberg ชี้โอกาสรับย้ายฐานผลิต หนุนไทยขึ้นแท่นฐานลงทุนโลก
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ใช้กระป๋องน้ำอลูมิเนียมรีไซเคิลได้ 100%
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us