Official Update :

“ความตระหนักรู้” ของผู้ประกอบการ & “เม็ดเงินลงทุนไหลเข้า”... 2 ปัจจัย หนุน “การลงทุนอย่างยั่งยืน” ให้เติบโตระยะยาว !!!

Wealthy Way: “การลงทุนอย่างยั่งยืน” (Sustainable Investment) เป็นการลงทุนที่คำนึงถึงการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) เป็นการลงทุนที่ได้ทั้งรักษ์โลกและได้ผลตอบแทนไปพร้อมๆ กัน


ไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็น Megatrend ของโลกการลงทุน จากความตระหนักรู้ของผู้ประกอบการ ตลอดจนเม็ดเงินลงทุนที่จะไหลเข้ามา เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการลงทุนอย่างยั่งยืนให้เติบโตได้ในระยะยาว


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีทิศทางความยั่งยืนใน “ปีมังกร-2024” ที่น่าสนใจมาฝากกัน


3 กลยุทธ์
ESG กับ 6 ทิศทางความยั่งยืน “ปีมังกร-2024”

ทาง “สถาบันไทยพัฒน์” (Thaipat) ได้ประมวล 3 กลยุทธ์ ESG เพื่อให้กิจการใช้เป็นแนวทางการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน ประกอบด้วย Chance: หาโอกาสในมิติเศรษฐกิจ, Choice: สร้างทางเลือกในมิติสังคม และ Change: เปลี่ยนแปลงในมิติสิ่งแวดล้อม


พร้อมกับการประเมินทิศทางความยั่งยืน ปี 2024 ใน 6 ทิศทางสำคัญ ได้แก่


1.“
ESG -> License to Earn: ใช้ ESG เป็นใบอนุญาตรับผลตอบแทน

กิจการที่ใส่ใจดูแลผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม จะนำเรื่อง ESG มาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย ในลักษณะที่เสริมกับการสร้างการเติบโตและเพิ่มผลิตภาพของกิจการ โดยยังส่งผลต่อมูลค่าของกิจการในทิศทางที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุน เสมือนเป็น License to Earn หรือใบอนุญาตรับผลตอบแทนของกิจการที่ประกอบธุรกิจโดยใส่ใจเรื่อง ESG


2.“
One Report -> Double Materiality: แสดงทวิสารัตถภาพในรายงานเดียว

กิจการที่มีการจัดทำแบบแสดงรายการข้อมูล One Report ที่ต้องการยกระดับการรายงานความยั่งยืนให้สอดรับกับมาตรฐานสากล เนื่องจากมีการดำเนินการค้าขายหรือมีสาขากิจการอยู่ในสหภาพยุโรปซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ จะต้องริเริ่มเตรียมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนโดยมีการประเมินทวิสารัตถภาพที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ESRS (European Sustainability Reporting Standards)


3.“
Net Zero -> Scope 3 Emissions: รวมมลอากาศในขอบเขตที่ 3 สู่เป้าสุทธิเป็นศูนย์

กิจการที่มีการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จำเป็นต้องพัฒนาการจัดทำบัญชีรายการก๊าซเรือนกระจกที่สามารถรวบรวมปริมาณมลอากาศในขอบเขตที่ 3 เพื่อให้ทราบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แท้จริง โดยหากกิจการเลือกที่จะไม่รายงาน ต้องมีเหตุผลรองรับ



4.“
Weaker Governance -> Greener Washing: กำกับดูแลยิ่งอ่อน “การฟอกเขียว” ยิ่งเข้ม

“การฟอกเขียว” มีแนวโน้มที่จะขยายวงเพิ่มสูงขึ้น ตราบที่การกำกับดูแลภาคธุรกิจต่อการเปิดเผยข้อมูลและการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนยังไม่เข้มแข็ง ทำให้ผู้บริโภคที่ต้องซื้อผลิตภัณฑ์ที่องค์กรจำหน่าย หรือผู้ลงทุนที่ต้องใช้ข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนในธุรกิจดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือภายนอก ที่มิใช่ข้อมูลความยั่งยืนที่กิจการเปิดเผยโดยลำพัง


5.“
Real Bottom Line -> Nature Profit: ให้ธรรมชาติกำไร เป็นจริงในบรรทัดสุดท้าย

จะมีกิจการที่เปิดเผยข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ และออกรายงานตามกรอบ TNFD เพิ่มจำนวนขึ้น เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจซึ่งเป็นไปเพื่อการสร้างเสริมและดูแลรักษkทรัพยากรธรรมชาติ โดยสินทรัพย์ธรรมชาติที่เดิมมิได้ถูกบันทึกอยู่ในงบดุลของกิจการ จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการรายงานความยั่งยืนและการกำหนดมูลค่าของกิจการ


6.“
Sustainability Disclosure -> External Assurance: ให้ความเชื่อมั่นในข้อมูลความยั่งยืนที่เปิดเผย

จำนวนของกิจการที่มีการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน และดำเนินการให้ความเชื่อมั่นในข้อมูลที่เปิดเผย จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องความเชื่อถือได้และคุณภาพของข้อมูลที่เปิดเผยในด้านการดำเนินงานความยั่งยืนของกิจการ ที่ไปเสริมหนุนการกำกับดูแล การตัดสินใจ และการจัดการความเสี่ยงองค์กรให้เกิดประสิทธิผล


ปัจจุบันหลายกิจการเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และความสามารถในการทำกำไร (Profitability) จากการใช้ประโยชน์ในประเด็นด้าน ESG ที่สอดคล้องกับบริบทของกิจการ สำหรับองค์กรที่ต้องการใช้ประเด็นด้าน ESG ในการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในระดับต่างๆ ก็จะได้แนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ตามบริบทของกิจการ เพื่อให้ทันกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิผลกันจาก 6 ทิศทางความยั่งยืนนี้

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’