งานวิจัยพบ 91.5% ของ “อัตราผลตอบแทน”... มาจาก “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) !!!
Where2put Ur Money: หนึ่งในแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนที่สำคัญซึ่งเชื่อว่า แทบทุกคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดี ก็คือ “การกระจายการลงทุน (Diversification)” โดยจะทำการลงทุนไปในสินทรัพย์จำนวนมากตัว หลากหลายประเภท หลายอุตสาหกรรม หรือไปยังหลายประเทศ เพื่อ “ลดความผันผวน” หรือความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตการลงทุนลง และ “สร้างสมดุล” ระหว่าง “ผลตอบแทน” และ “ความเสี่ยง” ในระยะยาว
ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ไม่มีสินทรัพย์ใดที่ให้ผลตอบแทนได้ดีไปตลอด จึงไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์เพียงแค่ตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น หากแต่ควรมีการ “กระจายการลงทุน” ไปยังสินทรัพย์จำนวนมากแทน เปรียบเสมือนกับวลีที่ว่า "อย่าใส่ไข่ทั้งหมดที่มีไว้ในตะกร้าใบเดียว” ซึ่งไข่ในที่นี้ก็เปรียบได้กับเม็ดเงินลงทุนที่มี เมื่อมีการนำไข่ไปกระจายไว้ในตะกร้าหลายๆ ใบ ก็เปรียบเสมือนกับการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์จำนวนมากที่มีความหลากหลาย หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับตะกร้าใบหนึ่ง นักลงทุนก็ยังคงมีไข่เหลืออยู่ในตะกร้าใบอื่นให้ใช้ประโยชน์ได้นั่นเอง
ทั้งนี้ รูปแบบการลงทุนที่มีการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์จำนวนมากที่มีความหลากหลายนี้ เรียกว่า “กลยุทธ์การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” โดยสินทรัพย์แต่ละประเภทที่ลงทุนจะต้องมีทิศทางการขึ้นลงของราคา หรือผลตอบแทนที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันตลอดระยะเวลาที่ลงทุน จึงจะช่วยลดความเสี่ยง และทำให้การลงทุนในระยะยาวมีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนที่ดี และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จากรายงานวิจัยเรื่อง “Determinants of Portfolio Performance” ของ Gary Brinson, Randolph Hood และ Gilbert Beebower ซึ่งได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร “Financial Analyst Journal” ฉบับเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. 1986 โดยนักวิเคราะห์ทั้งสามได้ร่วมกันทำการศึกษาข้อมูลจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขนาดใหญ่ถึง 91 กองทุน และทำการเก็บสถิติการลงทุนตลอดช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 ถึง ค.ศ. 1985 เป็นเวลาร่วม 12 ปี แล้วนำมาวิเคราะห์หากลยุทธ์ในการลงทุนที่เป็นตัวกำหนดอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาวได้ดังนี้
-
การจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ (Asset Allocation) โดยแบ่งเงินลงทุนที่มีไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินฝากธนาคาร ตราสารทุน และตราสารหนี้
-
การคัดเลือกหลักทรัพย์ (Security Selection) โดยพิจารณาจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) เพื่อที่จะได้ลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี มีคุณภาพ และมีราคาตลาดในปัจจุบันต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) หรือมูลค่าที่ควรจะเป็นในอนาคต
-
การจับจังหวะของตลาด (Market Timing) โดยพิจารณาการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) เพื่อที่นักลงทุนจะได้สามารถจับจังหวะการขึ้นลงของตลาดทุน และเข้าซื้อขายสินทรัพย์ตามจังหวะนั้นได้อย่างถูกต้อง
“ซึ่งผลจากกการวิจัยพบว่า 91.5% ของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนมาจากการจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์เป็นหลัก โดยอาศัยการจัดสรรเงินลงทุนทั้งในตราสารทุน ตราสารหนี้ และเงินฝากธนาคาร ในขณะที่กลยุทธ์ที่เหลืออีกสองแนวทางแทบจะไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก แม้ว่า การคัดเลือกหลักทรัพย์ และการจับจังหวะตลาดอาจจะทำให้ได้ผลตอบแทนสูงเป็นครั้งคราวในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้วกลับไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ในบางกรณียังส่งผลในทางลบ และทำให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเกิดความผันผวนมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย”
ดังนั้น จึงพอสรุปจากรายงานวิจัยดังกล่าวข้างต้นได้ว่า “การจัดสรรเงินลงทุน” ในสินทรัพย์เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุน หากแต่ยังเป็นตัวกำหนดอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาวอีกด้วย
จึงกล่าวได้ว่า “การจัดสรรเงินลงทุน” ในสินทรัพย์ เป็นหัวใจหลักของการลงทุนที่ประสบความสำเร็จเพราะช่วยสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย และการเติบโตในระยะยาว โดยไม่ต้องพึ่งพาการคาดเดาสภาวะตลาด นอกจากนี้ ยังทำให้นักลงทุนสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนไปได้อย่างมั่นคงอีกด้วย
“อย่างไรก็ตาม ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภท เพราะปัจจัยส่วนบุคคลของนักลงทุนแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป”
นักลงทุนจึงควรพิจารณา “จัดสรรเงินลงทุน” ในสินทรัพย์ให้เหมาะสมเฉพาะกับตนเองเท่านั้น ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะนำพาให้ตนเองสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้นั่นเองครับ
