จับตา El Niño เสี่ยงดันเงินเฟ้อรอบใหม่ ผลผลิตเกษตรลด-ราคาอาหารพุ่ง เปิดโผธุรกิจไหน ได้/เสีย ประโยชน์
El Niño กำลังเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ที่ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด
ในขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและราคาพลังงาน ความเสี่ยงใหม่กำลังถูกจับตา นั่นคือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño)
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สำนักงานบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) ยืนยันว่า El Niño ได้เริ่มก่อตัวแล้ว และมีโอกาสเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ, เงินเฟ้อ และการลงทุนทั่วโลก
ความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่ไม่ได้มาจาก “น้ำมัน” แต่มาจาก “ราคาอาหาร”
El Niño เป็นวัฏจักรภูมิอากาศ (Climate Cycle) ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อกระแสลมสินค้าบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอ่อนกำลังลง ส่งผลให้รูปแบบฝนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป
หลายประเทศในเอเชียใต้, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และแอฟริกาตอนใต้ มักเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งกว่าปกติ ขณะที่บางพื้นที่ในทวีปอเมริกาจะมีฝนตกหนักมากขึ้น
สำหรับนักลงทุน สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่สภาพอากาศ แต่คือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะจากการที่สภาพอากาศสุดขั้ว มีโอกาสทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ซึ่งจะดันราคาอาหารสูงขึ้น
โดย ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ประเมินว่า เกือบ 20% ของการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อในหมวดสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Price Inflation) มีความเชื่อมโยงกับวัฏจักร เอลนีโญ–ลานีญา (El Niño–Southern Oscillation: ENSO) โดยในอดีต El Niño ทำให้ เงินเฟ้อของสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 3% ภายใน 6-12 เดือน
ขณะที่งานวิจัยอีกฉบับจาก IMF (International Monetary Fund) พบว่า หาก El Niño มีความรุนแรง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ใช่พลังงาน (Non-energy Commodities) อาจปรับตัวสูงขึ้นราว 5%
ซึ่งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่แพงขึ้น อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ และนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลาง รวมถึงตลาดการเงินทั่วโลกได้
ใครคือผู้ได้ประโยชน์มากที่สุดจาก El Niño
1.สินค้าเกษตร (Agricultural Commodities)
โดยทั่วไป สินค้าเกษตรเป็นกลุ่มแรกที่ตอบสนองต่อ El Niño เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าผลผลิตอาจลดลง
สินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่
-
โกโก้
-
กาแฟ โดยเฉพาะโรบัสต้า
-
ข้าว
-
น้ำมันปาล์ม
-
ฝ้าย
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ โกโก้
ประเทศโกตดิวัวร์ (Ivory Coast) และกานา (Ghana) ผลิตโกโก้รวมกันราว 50% ของโลก โดยในช่วง El Niño ครั้งก่อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก และโรคพืช ทำให้ผลผลิตลดลง ส่งผลให้ ราคาโกโก้พุ่งเกือบ 3 เท่า แตะกว่า 12,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
2.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร (Agricultural Suppliers)
เมื่อราคาพืชผลสูงขึ้น เกษตรกรมักลงทุนเพิ่มเพื่อรักษาผลผลิต ส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น
-
ผู้ผลิตปุ๋ย
-
ผู้ให้บริการระบบชลประทาน
-
ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตร
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยหนุนยอดขายและผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มนี้
3.ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตร (Commodity Exporters)
ประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรเป็นหลัก อาจได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าเกษตรโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้รายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้น
แล้วใครคือผู้เสียประโยชน์?
ราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นสร้างแรงกดดันต่อธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตรเป็นต้นทุนหลัก
ผู้ผลิตอาหาร, ผู้ผลิตช็อกโกแลต, บริษัทกาแฟ และผู้ผลิตเครื่องดื่ม อาจเจอกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไร หากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้
ขณะเดียวกัน ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหาร ก็มีความเสี่ยงเผชิญต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น ซึ่งอาจเร่งเงินเฟ้อ, กดดันค่าเงิน และทำให้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทประกันภัยก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม, ภัยแล้ง และไฟป่า อาจเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ทำให้ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น
ท้ายที่สุด ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็คงไม่พ้น ผู้บริโภค ที่ต้องเผชิญกับราคาอาหารและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
สำหรับประเทศไทย El Niño ถือเป็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส”
แม้ไทยจะเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก แต่หากเกิดภัยแล้งต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในประเทศลดลง และผลักดันราคาอาหารให้ปรับตัวสูงขึ้น
สรุป
El Niño ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่เป็นปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ที่อาจส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์, เงินเฟ้อ, อัตราดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากการลงทุนทั่วโลก
โดยสิ่งที่นักลงทุนควรติดตามในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ได้แก่
-
มรสุมอินเดีย (Indian Monsoon): ปริมาณฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดแนวโน้มผลผลิตข้าว น้ำตาล ฝ้าย และน้ำมันปาล์ม
-
ราคาสินค้าเกษตรโลก: โดยเฉพาะโกโก้ กาแฟ ข้าว และน้ำมันปาล์ม ซึ่งในอดีตตอบสนองต่อ El Niño ค่อนข้างชัดเจน
-
เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย: หากราคาอาหารเร่งตัว ก็อาจทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไป
สำหรับนักลงทุน การติดตามผลกระทบของ El Niño และการทำความเข้าใจว่าอุตสาหกรรมใดจะได้หรือเสียประโยชน์ อาจมีความสำคัญไม่แพ้การติดตามการประชุมของธนาคารกลางในปีนี้เลย
ที่มา: National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA), Federal Reserve, International Monetary Fund (IMF), Investing.com
