‘ESG’ ในภาวะวิกฤต ‘โควิด-19’

การแพร่ระบาดของไวรัส “โควิด-19” เป็นอีกบทพิสูจน์ความสามารถในการบริหารจัดการขององค์กร ว่าจะนำพาผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน อยู่รอดปลอดภัย และรักษาการเติบโตไว้ได้อย่างไร

 

“สมาพันธ์ตลาดหลักทรัพย์โลก” (World Federation of Exchanges) ชี้ว่า โรคติดเชื้อข้ามพรมแดน “โควิด-19” เป็นหนึ่งในประเด็นสุขภาพโลก (global health) ที่ต้องการกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก เพื่อจัดการกับปัญหาและวิเคราะห์ปัจจัยกำหนดแนวทางแก้ปัญหาเหล่านั้น

 

“ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ” ประธาน สถาบันไทยพัฒน์ ที่ปรึกษาด้านบรรษัทภิบาล กล่าวกับ Wealthy Thai” ว่า โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่กำลังกระจายตัวไปอย่างรวดเร็วในหลายประเทศทั่วโลก จัดเป็นหนึ่งในประเด็นด้าน ESG” (Environmental สิ่งแวดล้อม, Social สังคม และ Governance บรรษัทภิบาล) ที่บริษัทจำเป็นต้องหามาตรการเร่งด่วน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากส่งผลกระทบในวงกว้างต่อผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ

 

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธาน สถาบันไทยพัฒน์


“เราสามารถกำหนดขอบเขตผลกระทบ ทั้งบริษัทในและนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เป็น 4 ประเด็นคือ 1. ความปลอดภัยของพนักงาน 2. พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงสถานการณ์ 3. ความไม่ต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน และ 4. การหยุดชะงักของธุรกิจที่ส่งผลต่อรายได้บรรทัดสุดท้าย ซึ่งก็คือกำไรของกิจการ”

 

ESG” มีนัยยะทางการเงิน

 

เขาประเมินว่า โควิด-19 เป็นประเด็น ESG ที่เป็นสาระสำคัญ และมีนัยยะทางการเงิน (financially material topic) ที่องค์กรเผชิญอยู่ในขณะนี้ และสามารถส่งผลกระทบได้ในเชิงที่เป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ของธุรกิจ

 

ตัวอย่างธุรกิจซึ่งได้รับผลกระทบในแง่ของ “ความเสี่ยง” ได้แก่ ธุรกิจการบิน โรงแรม นำเที่ยว สถานบันเทิง ร้านอาหาร (ประเภทนั่งทาน) รวมทั้งธุรกิจรับจัดงานและนิทรรศการต่างๆ เป็นต้น

 

ตัวอย่างธุรกิจซึ่งได้รับผลกระทบในแง่ของ “โอกาส” ได้แก่ ธุรกิจจัดส่งสินค้า (Delivery) โรงพยาบาล ประกันสุขภาพ ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ และบริการทำความสะอาดสถานที่ให้ปลอดเชื้อ รวมทั้งธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์ และผู้ให้บริการเครื่องมือสำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ อาทิ การประชุมทางไกล เป็นต้น

 

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจดทะเบียนหรืออยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือแม้แต่ธุรกิจเอสเอ็มอี การดำเนินงานในมิติของ ESG ทุกธุรกิจสามารถ take action ได้ทันที เริ่มต้นจากสิ่งที่พอทำได้ในช่วงวิกฤต และขยายผลออกไปในวันที่สถานการณ์กลับมาปกติ เพื่อสร้างนัยยะทางการเงินที่มั่นคงในอนาคต

 

บริษัทในไทยเผยข้อมูลความยั่งยืนแค่ 1 ใน 3

 

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบันมี 233 องค์กรในประเทศไทย ที่เปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ผ่านรายงานรวมทั้งสิ้น 716 ฉบับ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มีนาคม 2563) หากคิดเป็นสัดส่วนของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ (SET และ mai) ทั้งหมดจำนวน 725 บริษัท จะมีบริษัทจดทะเบียนและองค์กรที่เปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ตามที่ปรากฏใน “รายงานแห่งความยั่งยืนของกิจการทั่วโลก” (GRI Sustainability Disclosure Database : SDD)  อยู่ราวหนึ่งในสามของตัวเลขบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด

 

ขณะที่ทั่วโลกมีองค์กรที่เปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนจำนวน 14,474 แห่ง ผ่านรายงานรวมทั้งสิ้น 59,811 ฉบับ ในจำนวนนี้เป็นรายงานที่จัดทำตามแนวทาง GRI จำนวน 35,511 ฉบับ

 

“GRI (Global Reporting Initiative) เป็นองค์การแห่งความริเริ่ม ว่าด้วยการรายงานสากล เป็นผู้กำหนดมาตรฐานการรายงานแห่งความยั่งยืน ที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดในโลก เนื่องจากมีตัวชี้วัดการรายงานที่เข้าใจง่าย ชัดเจน และไม่ซับซ้อน เหมาะกับองค์กรทุกประเภท ทุกขนาด และทุกอุตสาหกรรม โดยสามในสี่ของกิจการที่มีรายได้สูงสุดของโลก 250 แห่ง มีการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน โดยใช้ GRI Standards เป็นมาตรฐานอ้างอิง”

 

"ESG" ในไทยยังไม่เวิร์ก

 

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ ESG จะเป็นแนวคิดที่ดี แต่เนื่องจากตลาดทุนไทย มิได้มีมูลค่าตลาดที่ใหญ่ โดยมูลค่าตลาดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีสัดส่วนอยู่เพียงร้อยละ 0.91 เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดทุนรวมของโลก และอยู่ในอันดับที่ 17 จากตลาดทุน 57 แห่งทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2563 จากการรวบรวมโดย WFE) ทำให้แรงผลักดันของผู้ลงทุนสถาบันจากต่างประเทศต่อเรื่อง ESG จึงมิได้มีน้ำหนักมาที่ตลาดทุนไทยมากเท่าใดนัก

 

“เมื่อแรงผลักมิได้มาจากฝั่งอุปสงค์ คือ ผู้ลงทุน การขับเคลื่อนเรื่อง ESG ในบ้านเรา จึงริเริ่มมาจากฝั่งอุปทาน คือ บริษัทจดทะเบียน ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงวิถีการดำเนินงานในบริบทของการพัฒนาสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่ต้องการสถานภาพการเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก”

 

ที่ผ่านมามีบริษัทจดทะเบียนไทยยักษ์ใหญ่ 20 แห่ง ได้รับการตอบรับเข้าเป็นสมาชิกในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ ประจำปี 2562 ได้แก่ ADVANC, AOT, BANPU, BTS, CPALL, CPF, CPN, HMPRO, IRPC, IVL, KBANK, MINT, PTT, PTTEP, PTTGC, SCB, SCC, TO, TRUE และ TU จากบริษัทจดทะเบียนไทยที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประเมินจำนวน 36 แห่ง มีบริษัทที่ตอบรับเข้าร่วมการประเมิน จำนวน 28 แห่ง และมีบริษัทที่ไม่ได้ตอบรับเข้าร่วมการประเมินอยู่ 8 แห่ง หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22

 

ชี้ให้เห็นว่าการขับเคลื่อนเรื่อง ESG ในประเทศไทย จะกระจุกตัวในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเป็นเกณฑ์สำคัญ

 

“ผลที่ติดตามมา คือ ข้อมูลตั้งต้นที่จะใช้ในการจัดทำบทวิเคราะห์ด้าน ESG สำหรับบริษัทที่มีมูลค่าตลาดขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงมีไม่เพียงพอ ทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ใช้ข้อมูล ESG เป็นฐาน อาทิ กองทุนรวม ESG จึงมีความจำกัดตามไปด้วย” ดร.พิพัฒน์ระบุ

 

นับถอยหลังยกระดับ “ESG”

 

ถึงแม้ว่าไอเดีย ESG ยังจำกัดตัวเองอยู่ในวงแคบๆ แต่ดูเหมือนว่าอนาคตของ ESG จากนี้ จะมีลู่ทางที่สดใสมากขึ้น เมื่อ “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์” (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างการปรับปรุงแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) และรายงานประจำปี (แบบ 56-2) ให้เหลือเพียงรายงานเดียว (One Report)

 

พร้อมทั้งยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ที่เหมาะสมสำหรับผู้ลงทุน ให้สะท้อนถึงการส่งเสริมด้านธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่อยู่ในกระบวนการทางธุรกิจ (ESG-in-process) ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะเริ่มใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 และจะใช้เป็นส่วนหนึ่งของแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ของบริษัทที่ประสงค์จะเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน (ทั้งบริษัทไทย และบริษัทต่างประเทศ) ที่ยื่นในปี 2565 เป็นต้นไป

 

ทำให้คาดการณ์ได้ว่า ปริมาณข้อมูล ESG ที่ได้รับการเปิดเผยจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น จากภาคสมัครใจ ที่มีสัดส่วนอยู่ราวหนึ่งในสาม มาเป็นภาคบังคับ ครอบคลุมบริษัทจดทะเบียนทั้งตลาด ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า

 

ปัญหาและอุปสรรค “ESG”

 

แม้เป็นที่ทราบกันดีว่า การลงทุนที่คำนึงถึงประเด็นด้าน ESG จะช่วยสร้างผลกระทบในทางที่เปลี่ยนแปลงโลก (Real World Impact) ให้ดีขึ้น แต่ผู้ลงทุนย่อมต้องการผลตอบแทนการลงทุน ที่มิได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไปด้วย

 

ความท้าทายในการผลักดันเรื่อง ESG ใน “ฝั่งอุปสงค์” จึงต้องมีหลักทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ที่พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า สามารถสร้างผลตอบแทน (Alpha) ที่ดี และมีความผันผวนของราคา (Beta) หลักทรัพย์ที่ต่ำ

 

ขณะที่การผลักดันเรื่อง ESG ใน “ฝั่งอุปทาน” จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เป็นตัวเลือก หรือมีความหลากหลายมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ขนาดใหญ่เท่านั้น

 

คุณลักษณะองค์กรที่ไปได้สวยกับ “ESG”

 

กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน จำเป็นที่จะต้องครอบคลุมการดำเนินงานในด้าน ESG ด้วยการผนวกเข้ากับแกนหลักของธุรกิจ (Core Business) หรืออย่างน้อยต้องเกี่ยวโยงกับกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) ที่ดำเนินอยู่ โดยตั้งบนหลักการที่ว่า (ภาพประกอบ Long-term Stakeholder value)

 


- กลยุทธ์จะต้องส่งมอบคุณค่าที่ไม่จำกัดเฉพาะแต่เพียงผู้ถือหุ้น
(Shareholders) แต่ยังคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ (Stakeholders) การที่กลยุทธ์ขององค์กรถูกออกแบบเพื่อตอบสนองคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นเพียงลำพัง อาจไม่เพียงพอต่อการทำให้องค์กรเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของกิจการ ฉะนั้นการวางน้ำหนักกลยุทธ์ขององค์กร จึงต้องสร้างให้เกิดความสมดุลระหว่างวัตถุประสงค์ด้านการเงินและวัตถุประสงค์นอกเหนือด้านการเงิน อาทิ การเพิ่มความน่าเชื่อถือขององค์กร หรือการลดข้อขัดแย้งและกรณีพิพาทที่ส่งผลกระทบต่อองค์กร

 

- กลยุทธ์จะต้องขยายการรับรู้ถึงสิ่งที่ลูกค้าต้องการ (Customer Value Proposition) ไปสู่สิ่งที่สังคมต้องการ (Social Value Proposition) เนื่องจากคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากด้านราคา คุณภาพ หาง่าย เหมาะเจาะ ถูกใจ บริการดี เป็นที่แพร่หลาย และน่าเชื่อถือสำหรับลูกค้าแล้ว ยังต้องคำนึงถึงสุขภาพ ความปลอดภัย ความลับและความเป็นส่วนตัว สิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงาน การปฏิบัติทางสัญญาที่เป็นธรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมส่วนรวมคาดหวังด้วย การวางกลยุทธ์ขององค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่สังคมหรือผู้บริโภคโดยรวมต้องการ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสิ่งที่ลูกค้าเฉพาะกลุ่มเป้าหมายต้องการ

 

- กลยุทธ์จะต้องสร้างให้เกิดคุณค่าด้วยกระบวนการภายในองค์กร (Internal Processes) และกระบวนการภายนอกองค์กร (External Processes) องค์กรควรมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าด้วยการบริหารการดำเนินงานการผลิตและส่งมอบสินค้าและบริการสู่ลูกค้า การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า การคิดค้นนวัตกรรมในผลิตภัณฑ์ บริการ กระบวนการ และสัมพันธภาพ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความคาดหวังทางสังคม รวมทั้งการเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็งขึ้น ตลอดจนการริเริ่มดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกับองค์กรของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ และการสื่อสารสู่ภายนอก

 

- กลยุทธ์จะต้องส่งเสริมการเรียนรู้และนำไปสู่การเจริญเติบโต (Learning and Growth) ควบคู่กับการใส่ใจส่วนรวมและนำไปสู่ความยั่งยืน (Caring and Sustainability) กิจการจะต้องสร้างสมทุนที่เอื้อต่อการพัฒนาให้เป็นองค์กรที่ “เก่ง” และเป็นองค์กรที่ “ดี” ซึ่งประกอบด้วยทุนหลัก 6 ประเภท ได้แก่ มนุษย์ สารสนเทศ องค์กร คุณธรรม สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยที่ทุนเหล่านี้ไม่อาจที่จะแยกวัด "มูลค่า" หรือประเมิน "คุณค่า" ได้โดยอิสระต่อกัน

 

ESG” ในภาวะวิกฤต “โควิด-19” จึงเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่ธุรกิจไม่ควรพลาด ภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดที่กำลังลุกลามไปทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ มีคำกล่าวว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” ซึ่งดูเหมือนว่า “โควิด-19” ก็มีโอกาสสร้างองค์กรให้เป็นฮีโร่

 

ถ้ารู้จักแปลงวิกฤตพลิกเป็นโอกาส

 

 

Share: