อัปเดต 5 หุ้นบิ๊กเทคฯ งบสวย แต่โดนหั่นเป้า ตลาดจับตาผลตอบแทนจาก AI ความสามารถทำกำไร-กระแสเงินสด
ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ถึงต้นเดือนสิงหาคม 2026 นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ในวอลล์สตรีทหลายแห่งได้ปรับประมาณการและราคาเป้าหมายบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแห่ง หลังมีการประกาศผลประกอบการ
สิ่งที่เห็นชัดคือ การประกาศงบดีกว่าคาด (beat consensus) ไม่ได้เพียงพอที่จะทำให้ราคาเป้าหมายปรับขึ้นโดยอัตโนมัติ
โดยตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับ ผลตอบแทนจากการลงทุน AI, ความสามารถในการทำกำไรและแนวโน้มของ margin, แนวโน้มผลประกอบการในอนาคต หรือ forward guidance และกระแสเงินสด มากขึ้น
Microsoft: งบแข็งแกร่ง หนุนการปรับเป้าขึ้น แต่ AI capex ยังถูกจับตา
Microsoft รายงานกำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้ว (adjusted EPS) ที่ 4.74 ดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 4.24 ดอลลาร์ (LSEG) แรงหนุนหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจคลาวด์และความต้องการใช้บริการ AI ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ทั้งผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด
หลังการประกาศงบ นักวิเคราะห์หลายแห่งได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้น ได้แก่
-
Stifel ปรับเป็น 450 ดอลลาร์ จาก 400 ดอลลาร์
-
Melius Research ปรับเป็น 465 ดอลลาร์ จาก 400 ดอลลาร์
-
Goldman Sachs ปรับเป็น 640 ดอลลาร์ จาก 610 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม การปรับราคาเป้าหมายขึ้นไม่ได้หมายความว่ามุมมองเชิงบวกเพิ่มขึ้นในทุกกรณี โดย Stifel และ Melius Research ยังคงคำแนะนำ Hold ขณะที่ Goldman Sachs ให้คำแนะนำ Buy
นักวิเคราะห์ยังคงจับตาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในระดับสูง ซึ่งอาจกดดันผลตอบแทนและกระแสเงินสดในระยะยาว หากรายได้จาก AI เติบโตไม่ทันต้นทุนการลงทุน
Amazon: AWS แกร่งกว่าคาด แต่ guidance อ่อนกดความเชื่อมั่น
Amazon รายงานรายได้ไตรมาส 2 ที่ 200.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (+20% YoY) ขณะที่ AWS ทำรายได้ 42.23 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดที่ 40.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (StreetAccount)
และมีกำไรจากการดำเนินงานที่ 16.6 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดที่ประมาณ 13.6 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนว่า AWS ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตและกำไรของบริษัท
จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง นักวิเคราะห์หลายแห่งจึงปรับราคาเป้าหมายขึ้น ได้แก่
-
Barclays ปรับเป็น 365 ดอลลาร์ จาก 330 ดอลลาร์
-
Bank of America ปรับเป็น 320 ดอลลาร์ จาก 310 ดอลลาร์ และคงคำแนะนำ “ซื้อ”
อย่างไรก็ตาม Amazon ให้ประมาณการรายได้ไตรมาส 3 ที่ 197–202 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 204.1 พันล้านดอลลาร์
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตในระยะสั้น แม้ว่าผลประกอบการไตรมาส 2 และธุรกิจ AWS จะออกมาแข็งแกร่งกว่าคาดก็ตาม
อย่างไรก็ดี การดูแนวโน้มเพียงไตรมาสเดียว อาจยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแนวโน้มการเติบโตของบริษัทกำลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
Meta: EPS ต่ำกว่าคาด และการเร่งลงทุน AI กดดันมูลค่า
Meta รายงานกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 6.18 ดอลลาร์ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ประมาณ 7.22 ดอลลาร์ แม้ว่ารายได้รวมยังเติบโตแข็งแกร่งและออกมาสูงกว่าคาด
บริษัทได้ปรับกรอบคาดการณ์การลงทุน (capex) ปี 2026 เป็น 130–145 พันล้านดอลลาร์ โดย 130 พันล้านดอลลาร์ เป็นเพียง “ขอบล่าง” ของกรอบใหม่ ยังไม่ใช่ตัวเลขการลงทุนที่แน่นอน
หลังงบออก นักวิเคราะห์หลายแห่งจึงปรับลดราคาเป้าหมาย ได้แก่
-
JPMorgan ปรับเป็น 640 ดอลลาร์ จาก 725 ดอลลาร์
-
UBS ปรับเป็น 715 ดอลลาร์ จาก 766 ดอลลาร์
-
TD Cowen ปรับเป็น 750 ดอลลาร์ จาก 800 ดอลลาร์
-
HSBC ปรับเป็น 830 ดอลลาร์ จาก 905 ดอลลาร์
แม้ว่าหลายสำนักยังคงคำแนะนำเดิม และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจโฆษณาหลักของ Meta แต่การปรับลดราคาเป้าหมายสะท้อนความกังวลว่า การเร่งลงทุนด้าน AI อาจกดดันอัตรากำไรและกระแสเงินสดในระยะสั้น
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า AI จะสร้างรายได้หรือไม่ แต่คือ จะสร้างผลตอบแทนได้เร็วเพียงใดเมื่อเทียบกับเงินลงทุน
Apple: งบดีกว่าคาด แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการ re-rate
Apple รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2026 ดังนี้:
-
Diluted EPS 2.02 ดอลลาร์ สูงกว่าคาดที่ 1.89 ดอลลาร์ (ข้อมูลจาก LSEG)
-
รายได้ 109.42 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดที่ 108.65 พันล้านดอลลาร์ (LSEG)
แม้ตัวเลขหลักจะออกมาดีกว่าคาด แต่ภาพรวมยังมีทั้งปัจจัยบวกและลบ โดยรายได้จากธุรกิจ Services ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่นักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับความต้องการในจีน, ต้นทุนส่วนประกอบ และแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน
นักวิเคราะห์จึงมีมุมมองผสม
-
Morgan Stanley ลดราคาเป้าหมายเป็น 360 ดอลลาร์ จาก 364 ดอลลาร์ และคงคำแนะนำ Overweight
-
Barclays ลดราคาเป้าหมายเป็น 245 ดอลลาร์ จาก 253 ดอลลาร์ และคงคำแนะนำ Underweight
โดยรวม Apple จึงอยู่ในกลุ่มหุ้นที่ยังต้องคอยจับตาดูอย่างระมัดระวัง มากกว่าจะเป็นกรณีที่มุมมองถูกปรับลดลงอย่างชัดเจน
แม้ผลประกอบการจะดีกว่าคาด แต่ตลาดยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมว่าการเติบโตดังกล่าวจะยั่งยืนพอที่จะรองรับการเพิ่ม valuation (re-rate)
Tesla: ถูกลดเป้าจากแรงกดดันระยะสั้น แต่แนวโน้มระยะยาวยังมีปัจจัยหนุนอยู่
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2026 Stifel ปรับลดราคาเป้าหมายของ Tesla เป็น 491 ดอลลาร์ จาก 508 ดอลลาร์ แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
สาเหตุหลักมาจาก:
-
ความสามารถในการทำกำไรที่อ่อนแอลงในระยะสั้น
-
ความไม่แน่นอนของช่วงเวลาที่ปัจจัยหนุนระยะยาวจะเริ่มสร้างมูลค่า
-
ความเสี่ยงด้าน valuation เมื่อเทียบกับผลประกอบการปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม Stifel ยังคงมองว่าปัจจัยหนุนระยะยาว เช่น Full Self-Driving และ robotaxi ยังมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าในอนาคต เพียงแต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถสร้างรายได้และกำไรได้เร็วแค่ไหน
กรณีของ Tesla จึงสะท้อนว่า นักวิเคราะห์สามารถ “ปรับลดราคาเป้าหมาย” เพื่อสะท้อนแรงกดดันระยะสั้น ขณะเดียวกันยังคงคำแนะนำ Buy และมุมมองการลงทุนระยะยาวไว้ได้
