คัด 4 หุ้นโรงพยาบาล ผลงานไตรมาส 2/64 เด่นสุด
การระบาดของ Covid-19 ระลอก 3 มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเช่นกัน โรงพยาบาลรัฐและเอกชนหลายแห่งต้องจัดตั้งหอผู้ป่วยเพื่อรองรับการรักษาโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันยังมีอัตราการใช้บริการสูงมาก ข้อมูลจากบล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH หนึ่งในเครือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของไทย มีสัดส่วนเตียงโรงพยาบาลสำหรับรักษา Covid-19 สูงที่สุดที่ 44% ของจำนวนเตียงทั้งหมด รองลงมาคือ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG มีสัดส่วนเตียงโรงพยาบาลที่ 27%, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS มีสัดส่วนเตียงโรงพยาบาลที่ 26% และ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH มีสัดส่วนเตียงโรงพยาบาลที่ 12% ของจำนวนเตียงทั้งหมด ซึ่งฝ่ายวิจัยคาดว่าโรงพยาบาลเอกชนจะรายงานโมเมนตัมรายได้ไตรมาส 2/64 ที่แข็งแกร่งขึ้นจากไตรมาส 1/64 ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มรายได้ตามปัจจัยฤดูกาลที่จะชะลอตัวลงในไตรมาส 2 ของทุกปี
โดย BCH จะโดดเด่นกว่าผู้ประกอบการโรงพยาบาลรายอื่นๆ เพราะรายได้จะเติบโตแข็งแกร่งที่สุด คาดว่าจะอยู่ที่ 3,769 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 63% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับการสนับสนุนจากรายได้บริการเกี่ยวกับ Covid-19 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1,999 ล้านบาท เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดจาก 496 ล้านบาท ในไตรมาส 1/64 ทั้งนี้คาดว่ารายได้ส่วนดังกล่าวจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 53% ของรายได้รวมในไตรมาส 2/64
CHG คาดรายได้ไตรมาส 2/64 จะอยู่ที่ 1,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยรายได้จากบริการเกี่ยวกับ Covid-19 อยู่ที่ 282 ล้านบาท และคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 18% ของรายได้รวม
BDMS คาดรายได้ไตรมาส 2/64 จะอยู่ที่ 16,791 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยรายได้จากบริการเกี่ยวกับ Covid-19 อยู่ที่ 2,245 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 13% ของรายได้รวม
และ BH คาดรายได้ไตรมาส 2/64 จะอยู่ที่ 2,781 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนรายได้จากบริการเกี่ยวกับ Covid-19 อยู่ที่ 567 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 20% ของรายได้รวม
BDMS ฮอตสุด! ผลงานฟื้นตัว-ราคาหุ้นปรับขึ้นช้า
ในไตรมาส 2/64 ถึงปัจจุบัน SETHELTH ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว 8% ดีกว่า SET ที่เพิ่มขึ้น 2% นำโดย BCH และ CHG ที่รkคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมากถึง 42% และ 20% ตามลำดับ โดยได้รับการสนับสนุนจากกำไรไตรมาส 1/64 ที่แข็งแกร่ง และบริการเกี่ยวกับ Covid-19 ที่ส่งผลดีต่อการดำเนินงานมากกว่าผู้ประกอบการโรงพยาบาลรายอื่นๆ ส่วนราคาหุ้นของ BDMS ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 6% ดีกว่า BH ที่ราคาหุ้นลดลง 1%
สำหรับคำแนะนำการลงทุน ฝ่ายวิจัยเลือก BDMS เป็น Top pick เพราะต่อไปข้างหน้าเมื่อไทยกระจายวัคซีนได้มากขึ้น จะส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้บริการรักษาพยาบาล ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเชื่อว่า BDMS จะได้รับความสนใจจากตลาด จาก 1. การดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะโรงพยาบาลในแหล่งท่องเที่ยว ที่คิดเป็น 14% ของรายได้, 2. ฐานผู้ป่วยคนไทยภายใต้กลุ่มประกันสุขภาพภาคเอกชนจะแข็งแกร่งขึ้น ส่งผลให้บริษัทใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ได้ดีขึ้นและเติบโตอย่างแข็งแรงในอนาคต, 3. สุขภาพทางการเงินแข็งแรง และ 4. ราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นช้า โดยผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงน่าสนใจด้วย upside gain 22% แนะนำ Outperform ราคาเป้าหมาย 28 บาท
BCH-CHG ขายทำกำไรหาก Covid-19 ดีขึ้น
ขณะที่ BCH และ CHG ในระยะสั้นฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากบริการเกี่ยวกับ Covid-19 จะสร้างความเชื่อมั่นต่อผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/64 และแนวโน้ม upside ของกำไรปี 2564 จะช่วยสนับสนุนให้ราคาหุ้น BCH และ CHG ปรับตัวขึ้นได้ต่อ โดยมองว่าช่วงเวลาที่หมาะสมในการลดสถานะถือครอง คือ เมื่อสถานการณ์ Covid-19 ในประเทศไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งจะส่งผลทำให้รายได้จากบริการเกี่ยวกับ Covid-19 กลับสู่ระดับปกติ แนะนำ Outperform
BH รอการฟื้นตัวในปี 65
ส่วน BH ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานและกำไรจะเกิดขึ้นช้าที่สุด เพราะบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติสูง ขณะเดียวกันเชื่อว่ามีความต้องการใช้บริการรักษาพยาบาลค้างจากช่วงก่อน แต่อุปสรรคจากระดับการกระจายวัคซีนที่ยังต่ำ Covid-19 ที่กลายพันธุ์ และข้อจำกัดการเดินทางที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ จะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางเข้ามาอย่างเสรีของผุ้ป่วยต่างชาติในช่วงครึ่งปีหลังมาอย่างเสของผู้ป่วยต่างชาติใน คาดว่าการดำเนินงานและกำไรของ BH จะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2565 แนะนำ Neutral ราคาเป้าหมาย 145 บาท

