5 หุ้น รพ.จะได้ประโยชน์ จากวัคซีนทางเลือกมากแค่ไหน
จากกรณีที่ทางสมาคมโรงพยาบาลเอกชนมีมติ กำหนดราคาให้บริการวัคซีนทางเลือกโมเดอร์นาของโรงพยาบาลเอกชนในอัตราให้บริการฉีดวัคซีนโมเดอร์นา 2 เข็ม อยู่ที่ 3,300 บาท หรือ 1,650 บาทต่อเข็ม ในอัตราเดียวกันทุกโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการ และเป็นราคาสุทธิที่รวมค่าวัคซีน ค่าบริการ และค่าประกันวัคซีนทั้งหมดแล้ว
โดยทางโรงพยาบาลเอกชนที่จะสั่งซื้อวัคซีนโมเดอร์นา มาให้บริการกับประชาชนนั้นจะต้องส่งจำนวนวัคซีนที่จะสั่งซื้อและชำระเงินค่าวัคซีนเต็มจำนวนให้กับทางองค์การเภสัชกรรมภายในสิ้นเดือน ก.ค.64 ซึ่งการส่งมอบวัคซีนโมเดอร์นายังคงเป็นไปตามกำหนดเดิมในช่วงต้นไตรมาส 4/64 หรือในช่วงเดือน ต.ค.64
ดังนั้นจากประเด็นดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเป็นผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลอีกปัจจัยหนึ่งหลังจากในช่วงที่ผ่านมามีปัจจัยบวกจากการให้บริการตรวจหาไวรัสโควิด19 และการรับการรักษาผู้ป่วยโควิด19 ซึ่งในขณะเดียวกันช่วงเวลาจากนี้ไปจะได้รับปัจจัยบวกจากการสั่งซื้อและฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด19 อีกด้วย จากนั้นภาพระยะยาวจะทำให้ผลประกอบการของธุรกิจโรงพยาบาลกลับมาฟื้นตัวเป็นปกติได้อีกครั้ง
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่ากระแสการฉีดวัคซีน Covid-19 ยังเป็นกระแสเก็งกำไรหุ้นโรงพยาบาลความคืบหน้าล่าสุดองค์การเภสัชกรรม แถลงราคาขายวัคซีน Moderna ให้โรงพยบาลเอกชนโดสละ 1.1 พันบาท โดยราคาให้บริการของสมาคมโรงพยบาลเอกชนจะอยู่ที่โดสละ 1.7 พันบาท ขณะที่อ้างอิงจากไทม์ไลน์ล่าสุด คาดว่าจะมีการส่งมอบวัคซีนในช่วงต้นงวดไตรมาส 4/64 รวม 4 ล้านโดส, 1 ล้านโดส ในช่วงต้นปี 65 และอาจมีที่เหลืออีก 5 ล้านโดส หลังจากนั้นเบื้องต้นในส่วนของปริมาณวัคซีนที่แต่ละโรงพยาบาลจะได้รับจัดสรร
อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังต้องรอติดตาม 2 ประเด็นหลัก คือ 1.จำนวนผู้ชำระเงินล่วงหน้าจริง สำหรับค่าบริการวัคซีนในแต่ละโรงพยาบาลซึ่งน่าจะเริ่มเห็นตัวเลขชัดเจนขึ้น ในช่วง 1 - 2 สัปดาห์นี้ ที่โรงพยาบาลเอกชนจะเริ่มทยอยเปิดให้ชำระเงินจริง และ 2.จำนวนวคนที่แต่ละโรงพยาบาลจะได้รับจัดสรรจริง หลังจาก Moderna ทยอยส่งมอบจริงแล้ว
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยรวบรวมข้อมูลจำนวนเตียงโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยรวมราว 3.6 หมื่นเตียง หากกำหนดให้การจัดสรรวัคนอิงตามสัดส่วนเตียงแต่ละโรงพยาบาลต่อจำนวนเตียงรวม และกำหนดมูลค่าการให้บริการวัคซีนทางเลือกที่ 6.8 และ 10.2 พันล้านบาท (อิงจำนวนวัคซีนปี 2564-65 ที่ 4 และ 6 ล้านโดส) ภายใต้สมมติฐาน Net profit margin ที่ 20% จะบวกต่อ BCH มากสุด รองมาเป็น BDMSและ CHG ถือเป็น Upside ต่อประมาณการ
ดังนั้น โดยภาพรวมยังคงแนะนำลงทุนเท่าตลาด เลือก BDMS เป็น Top Picks ของกลุ่ม ให้ราคาพื้นฐานที่ 24 บาท จากกำไรที่ฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 2/64 โดยได้ Sentiment เชิงบวกจากประเด็นนำเข้าวัคซีนทางเลือก “Moderna” ที่จองกันอย่างล้นหลามในหลายโรงพยาบาล อีกทั้งผลประกอบการนับจาก 2Q64 ต่อเนื่องปี 2565 จะฟื้นตัวต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกทม.อีกทั้ง 2H64 จากความคืบหน้าวัคซีน อาจหนุนผู้ป่วยไทยฟื้นตัวดีกว่าคาด ขณะที่ผู้ป่วย Fly-in คาดหวังทยอยฟื้นตัวบางส่วน คงคาดกำไรปกติปี 2564 โต 43%YoY
ขณะที่ BCH แม้ในปัจจุบันราคาหุ้นเต็มมูลค่าพื้นฐานไปแล้ว แต่เบื้องต้นฝ่ายวิจัยมองภาพรวมยังมีอัพไซด์จากรายได้เสริมโควิด19 ที่สูงกว่าสมมติฐาน จากปริมาณการระบาดที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดมูลค่าพื้นฐานจะอยู่ที่ระดับ 24-25 บาท ซึ่งเชื่อว่ายังสามารถเก็งกำไรได้
ส่วน CHG ทางทีมงาน Wealthy Thai ได้มีโอกาสได้รับฟังข้อมูลจาก แพทย์หญิงชุติมา ปิ่นเจริญ กรรมการบริหาร CHG เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทในปี 64 จะเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก โดยมีรายได้ที่เป็นหลักปกติของธุรกิจ และการบริหารศูนย์โรคหัวใจที่สิรินธร มูลค่าสัญญา 250 ล้านบาท และการเข้ารับบริหารโรงพยาบาลพัทยา กับโรงพยาบาลเกาะล้าน
อีกทั้งการระบาดของไวรัสโควิด 19 ระลอกที่ 3 เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ให้บริการของโรงพยาบาลในเครือ จึงทำให้โรงพยาบาลมีรายได้จากการเข้ารับการรักษา และการตรวจหาเชื้อ ขณะเดียวในอนาคตโรงพยาบาลจะมีรายได้จากการให้บริการฉีดวัคซีนไวรัสโควิด 19 รวมถึงการนำเข้าวัคซีนทางเลือกให้กับประชาชน
นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่หลายแห่งที่เปิดให้ภาคประชาชน หรือภาคธุรกิจเอกชนสามารถสั่งจองซื้อวัคซีนทางเลือกโมเดอร์นาได้ เช่น THG หรือ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด (มหาชน) หรือ VIBHA
โดยบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ มองว่า การที่ผู้บริหาร THG คาดว่าวัคซีนรอบแรกของ Moderna 4 ล้านโดสจะมาถึงในเดือน ต.ค. โดย THG เล็งเป้าที่จะฉีดให้กับ 1) ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน 30 – 40% 2) ต้องการเสริมภูมิ และ 3) ต้องการฉีดเป็นเข็มที่ 2 แทนของเดิม (ขึ้นอยู่กับการอนุญาต) และคาดราคาค่าบริการ 2 โดสที่ 3,800 บาท และต้องชำระล่วงหน้าเพื่อนำเงินไปจ่ายให้กับองค์การเภสัช
ทั้งนี้มุมมองของเรา มองว่าเช่นเดียวกับโรงพยาบาลอื่นๆ จะได้ประโยชน์จากการระบาดรอบ 2 ในช่วงไตรมาส 2/64 ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/64 และจากปีก่อน เพราะการรักษาและตรวจ COVID-19 แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจะกระทบการดำเนินงานในด้านอื่น เช่น Jin Wellbeing และการดำเนินงานของธนบุรี บำรุงเมือง เราแนะนำให้ “ถือ” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 24 บาท
ในส่วนของ โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด (มหาชน) หรือ VIBHA ในมุมของบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เรามีมุมมอง “บวก” ต่อข้อมูลจากการเข้าประชุมนักวิเคราะห์ร่วมกับผู้บริหาร รพ.วิภาวดี เนื่องจากมองว่าเป็น รพ.ที่ได้ประโยชน์การให้บริการเกี่ยวกับ COVID ช่วยหนุนผลการดำเนินงานปี 64 มีแนวโน้มดีขึ้นจากปี 63 ประกอบกับ รพ.วิภาวดี และ รพ.เครือข่าย เข้าร่วมเป็น รพ.ขึ้นทะเบียนให้บริการฉีดวัคซีนกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และให้บริการฉีดวัคซีนทางเลือกโมเดอร์น่า ทำให้คาดว่าในครึ่งหลังของปี จะมีรายได้ให้บริการฉีดวัคซีนเข้ามาเป็นอีกตัวช่วยสำคัญ
การปรับตัวของราคาหุ้น VIBHA ที่ดีกว่ากลุ่ม Health มีสาเหตุ 1) เป็น รพ.ที่ได้ประโยชน์จากรายได้เสริมบริการเกี่ยวกับ COIVD ชดเชยรายได้จากการใช้บริการของลูกค้าทั่วไป ทำให้ผลการดำเนินงานไม่เห็นผลกระทบของ COVID และ 2) คาดหวังผลบวกจากการให้บริการวัคซีนทางเลือกของ รพ.เอกชน ซึ่ง รพ.วิภาวดี เป็น รพ.แรกที่เปิดตัวให้จองวัคซีนทางเลือกช่วงปลายเดือน ธ.ค.63 ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 2.10 บาท

