Jackson Hole สะเทือนตลาด กดทองคำ-เงิน-Bitcoin ร่วงระนาว ผวาสภาพคล่องตึงตัว โบรกฯ มองแค่พักฐาน ระยะยาวยังมี Upside
การประชุม Jackson Hole Economic Symposium เมื่อวันที่ 27–28 สิงหาคม กลายเป็นแรงกดดันต่อตลาด หลังถ้อยแถลงของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ถูกมองว่าเข้มงวดกว่าที่ตลาดคาด (Hawkish)
หลังการแถลง นักลงทุนปรับเพิ่มความเป็นไปได้ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน จากราว 34% เป็น 57%
และผลที่ตามมาคือ ดอลลาร์สหรัฐและผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สินทรัพย์ที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นแรงถูกขายออกพร้อมกัน
โดย Bitcoin ร่วงราว 3–4% ใน 24 ชั่วโมงหลังถ้อยแถลง และหลุดระดับ $78,000 จากที่เคยขึ้นเหนือ $81,000 ส่วนทองคำ ร่วงประมาณ 3.2% ในวันศุกร์และเงิน ร่วงประมาณ 3.3–3.5%
ทำไม Fed ถึงส่งสัญญาณเข้มงวดขึ้น?
หัวใจสำคัญอยู่ที่ เงินเฟ้อ โดย Warsh ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล และ Fed ยังมีงานที่ต้องทำเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ตลาดจึงตีความว่า Fed อาจยังไม่รีบผ่อนคลายนโยบายการเงิน และมีโอกาสเลือกที่จะคงดอกเบี้ยสูงหรือแม้แต่ขึ้นดอกเบี้ย หากข้อมูลเศรษฐกิจสนับสนุน
เมื่อความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยเปลี่ยน ก็มีส่วนส่งผลให้ตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น และดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งกดดันสินทรัพย์อย่างทองคำ, เงิน และ Bitcoin
สำหรับทองคำและเงิน การที่ผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นทำให้ ค่าเสียโอกาส (Opportunity cost) ของการถือสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
ส่วน Bitcoin แม้จะมีปัจจัยเฉพาะตัวของตลาดคริปโต แต่เมื่อสภาพคล่องมีแนวโน้มตึงตัว นักลงทุนมักลดการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงก่อน
แล้วโบรกเกอร์มองอย่างไร?
แม้ราคาจะปรับตัวลง แต่หลายสถาบันยังไม่ได้มองว่าแนวโน้มระยะกลางถึงยาวของทองคำ เงิน และ Bitcoin จบลง
ทองคำ: มีความผันผวนระยะสั้น แต่ยังมีโอกาสไปต่อ
Citi มองว่าการขึ้นของทองคำในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากการเก็งกำไรค่อนข้างมาก จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกขายเมื่อ Fed ส่งสัญญาณเข้มงวดขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากราคาปรับตัวลงมาบริเวณช่วงต้นของระดับ $4,000 Citi มองว่าอาจเป็นจังหวะ ทยอยซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว (Buy the dip)
ขณะที่ UBS ยังคงมองบวกต่อทองคำในระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายประมาณ $5,400 ต่อออนซ์ภายใน 12 เดือน และหนึ่งในเหตุผลสำคัญคือความกังวลเรื่องหนี้รัฐบาลทั่วโลก และแนวโน้มที่นักลงทุนจะลดการพึ่งพาดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐฯ
ด้าน IG มองแนวต้านสำคัญบริเวณ $4,780–4,880 และแนวรับบริเวณ $4,350 หากทองคำสามารถกลับขึ้นเหนือแนวต้านได้ ก็มีโอกาสทดสอบระดับ $5,000
สรุปแล้ว การปรับฐานอาจยังไม่ใช่จุดจบของแนวโน้มขาขึ้น หากปัจจัยระยะยาวอย่างความกังวลด้านหนี้และการกระจายการถือครองออกจากดอลลาร์ยังคงอยู่
เงิน: ผันผวนกว่าทองคำ
เงินได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเดียวกับทองคำ ทั้งดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นและผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น แต่เงินมีอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตาม นั่นคือความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม
IG มองว่า หากเงินกลับมาขึ้นเหนือ $70.69 ได้ เป้าหมายถัดไปอยู่ที่ $72.26 และ $74.98 แต่หากหลุด $68.42 อาจลงไปทดสอบบริเวณ $67.35–66.15
สรุปคือ เงินยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ แต่มีความผันผวนสูงกว่าทองคำ จึงต้องจับตาแนวรับให้ดี
Bitcoin: ขาขึ้นยังไม่จบ แต่ระยะสั้นเสี่ยงพักฐาน
Bitcoin ถูกกดดันอย่างชัดเจนหลัง Jackson Hole แต่อย่างไรก็ตาม IG ยังคงมองว่าโครงสร้างระยะยาวของ Bitcoin ยังเป็นขาขึ้น หากสามารถกลับขึ้นเหนือ $82,528 ได้ เป้าหมายถัดไปอยู่บริเวณ $108,000
ในทางกลับกัน ดัชนี RSI ที่อยู่ในภาวะ ซื้อมากเกินไป (Overbought) เพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับฐาน โดยระดับประมาณ $76,000 เป็นจุดสำคัญที่ต้องจับตา
แปลว่า การร่วงครั้งนี้ เป็นการที่ตลาดกำลังทดสอบว่า Bitcoin จะสามารถรักษาแนวโน้มขาขึ้นไว้ได้หรือไม่ ในช่วงที่สภาพคล่องอาจตึงตัวขึ้น
จากนี้ต้องจับตาอะไร?
สิ่งที่สำคัญกว่า Jackson Hole อาจเป็น ข้อมูลเศรษฐกิจที่จะออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เช่น
-
เงินเฟ้อ
-
ตลาดแรงงาน
-
ดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตร
-
การประชุม Fed เดือนกันยายน
และสุดท้าย ตลาดต้องดูว่า สัญญาณเข้มงวดจาก Jackson Hole จะกลายเป็นการขึ้นดอกเบี้ยจริงหรือไม่
เพราะความคาดหวังของตลาดในวันนี้สามารถเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว หากตัวเลขเงินเฟ้อหรือการจ้างงานออกมาต่างจากที่คาด
