อย่า “จับจังหวะตลาด” ถ้าไม่อยากพลาดโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี... แนะทำ “Asset Allocation” ลงทุนต่อเนื่อง-ทางเลือกที่ง่ายกว่า !!!

Fun of Funds: รู้หรือไม่ว่า...ถ้าคุณใช้เงินลงทุน 100,000 ดอลลาร์ ลงทุนในหุ้นทั่วโลกในช่วง 15 ปี (ปี2007-2022) โดยลงทุนตลอดเวลา เงินจะเพิ่มขึ้นเป็น 203,000 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า


แต่ถ้าคุณพลาดวันที่หุ้นโลกดีที่สุดไปแค่ 10 วัน ผลตอบแทนจะหายไปเกือบครึ่งเหลือเพียง 109,000 ดอลลาร์ เท่านั้น !!!


นี่คือเหตุผลที่ คุณควรจะ “ลงทุนตลอดเวลา” (Stay Invested) ไม่ใช่ “การจับจังหวะตลาด” (Market Timing)


เพราะจริงๆ ไม่มีใครรู้ว่า ตลาดดีสุด หรือแย่สุดวันไหน เมื่อไรนั่นเอง เมื่อคุณพลาดวันที่ตลาดดีที่สุดยิ่งมากวัน ผลตอบแทนที่ได้รับก็จะลดลงตามลำดับด้วยเช่นกัน ทำไม...ไม่เลือกทำในสิ่งที่ง่ายกว่าล่ะ?


ตามไปอัพเดทมุมมองการลงทุนรับตลาดฟื้นปีกระต่ายทอง กับทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthythai’ พร้อมกันได้เลย



แนะ “จัดสรรเงินลงทุน” ลงทุนอย่างต่อเนื่อง...คำตอบของ “การลงทุนที่ยั่งยืน”

โดย “ดารบุษป์ ปภาพจน์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.อีสท์สปริง มองว่า แม้ปีนี้ภาพโดยรวมจะดูดีกว่าในปีที่ผ่านมาแต่แนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนในปี23 จะยังคงมีความผันผวนอยู่ จากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายการเงินและการคลัง และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ด้วยการ “จัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) อย่างเหมาะสมจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้ เพราะภาพที่ตลาดเกือบทุกสินทรัพย์ในโลกจะแย่พร้อมๆ กันเหมือนปีที่แล้วน่าจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้


(ดารบุษป์ ปภาพจน์)



“นักลงทุนส่วนหนึ่งพยายาม จับจังหวะตลาด’ (Market Timing) ถ้ามองว่าตลาดจะไม่ดี ก็เลี่ยงอย่าไปลงทุนเลย โอกาสเป็นไปได้ ถ้าตลาดไม่ดีจริง อาจช่วยให้รอดจากการขาดทุนมากๆ ได้ในระยะสั้น แต่อาจไม่ใช่ความยั่งยืนของการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว ที่ควรจะลงทุนให้มั่งคั่งขึ้น แล้วจริงๆ ก็ไม่มีใครรู้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลงด้วย ดังนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการลงทุนตลอดเวลา นักลงทุนอย่าง วอเรน บัฟเฟต ตำนานของโลกการลงทุนที่ผ่านวิกฤติในโลกมาจะค่อนศตวรรษแล้วก็ยังคงลงทุนอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน”



แนะ “สร้างผลตอบแทนเพิ่ม”...จากการลงทุนที่หลากหลาย

สำหรับแนวทางการลงทุนในปี23 นี้  จะเน้นการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนหลากหลาย โดยมีธีมการลงทุนทั้งในส่วนของกองทุนต่างประเทศและกองทุนในประเทศ 


สำหรับ “กองทุนต่างประเทศ” นั้นประกอบด้วย 1.หุ้นกลุ่ม Defensive ทั้งหุ้นปันผล, หุ้นผันผวนต่ำ รวมถึงหุ้นคุณภาพดีที่มีรายได้และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และมีผลการดำเนินงานไม่ผันแปรตามภาวะเศรษฐกิจมาก จึงเหมาะกับการลงทุนในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) 2. เน้นลงทุนในภูมิภาคเอเชีย 3.ตราสารหนี้โลกคุณภาพดี  และ 4.การลงทุนที่เน้นถึงความยั่งยืน (ESG) 




ขณะที่ “กองทุนในประเทศ”  ได้แก่ 1.หุ้นปันผลและหุ้นขนาดใหญ่ 2.หุ้นกู้เอกชนคุณภาพดีและพันธบัตรรัฐบาล และ 3. ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของไทย (REITs) ที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดเมืองและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เริ่มทรงตัว รวมถึงอัตราผลตอบแทน (Yield) และส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Yield Spread) อยู่ในระดับน่าสนใจราว 6.5%, 3.5% ตามลำดับ 



ชู “หุ้นเอเชีย-หุ้นจีน” เด่นสุด...ส่วน “ตราสารหนี้ระยะสั้น” ผลตอบแทนปีนี้น่าสนใจขึ้น

เช่นเดียวกับ “ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ” รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง ที่มองว่า ปีนี้พอร์ตการลงทุนแนะนำเพิ่มน้ำหนัก “หุ้น” ได้ ส่วน “ตราสารหนี้” ให้น้ำหนักเป็นกลาง ส่วน “เงินสด/การลงทุนทางเลือก” ให้ลดน้ำหนักการลงทุนลง โดยหุ้นที่ชอบมากที่สุดในปีนี้เป็น “หุ้นเอเชีย” ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ 1) หุ้นเอเชียที่เป็น Value Style มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความน่าสนใจ ที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ 2) หุ้นจีน ชอบ “A-Share” มากกว่า “H-Share” เพราะเป็นตลาดที่อิงกับพื้นฐานของเศรษฐกิจจีนมากกว่า ได้รับประโยชน์จากการที่จีนเปิดประเทศ และการสะดุดในหลายอุตสาหกรรมเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นและน่าจะผ่านจุดเลวร้ายไปแล้ว “H-Share” ก็ชอบแต่ชอบน้อยกว่า “A-Share”


(ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ)



“อีกตลาดที่น่าสนใจ คือ หุ้นเวียดนาม ที่ปีก่อนปรับตัวลงมามาก แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตดีเป็นเลข 2 หลัก มูลค่าตลาดไม่แพง ส่วน หุ้นสหรัฐ ชอบน้อยหน่อยแต่ควรมีติดพอร์ตไว้ เพราะราคาน่าจะรับข่าวเรื่องเศรษฐกิจถดถอยไปมากแล้ว ถ้าเกิดจริงผลกระทบก็ไม่น่าจะรุนแรง มองจาก 2 ปัจจัย คือหุ้นขนาดกลางในสหรัฐราคาเฉลี่ยไม่แพง และหนี้โดยรวมของสหรัฐเองก็ไม่สูงจนน่ากังวล ส่วน ตราสารหนี้ระยะสั้น ของไทย ลงทุนไม่เกิน 6 เดือน – 1 ปี ในปีนี้น่าจะกลับมาให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจขึ้น ผลตอบแทน 2% บวกลบ”


“เศรษฐกิจ” เคลื่อนไหวเป็นวงจรหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไป และในทุกวงจรเศรษฐกิจก็มีโอกาสการลงทุนอยู่เสมอ “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) อย่างเหมาะสมแล้วลงถึงอย่างต่อเนื่อง (Stay Invested) จึงเป็นคำตอบที่ยังยืนของการสร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนได้อย่างแน่นอน

โต๊ะกองทุน Wealthythai

Most Viewed
Stock of the Day
หุ้นแบงก์พุ่งยกแผง รับปัจจัยหนุนรอบด้าน รัฐเร่งลงทุน-ลุ้น Q2 กำไรดีกว่าคาด บอนด์ยีลด์ทรงตัวสูง-ปันผลเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Where to put your money
รู้หรือไม่? “SpaceX” ไม่ได้ถูกตีค่าในฐานะบริษัทจรวด... แต่ถูกตีค่าในฐานะ “ผู้ถือกุญแจสู่อนาคต” !!!
เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
Credit Spread คืออะไร สำคัญยังไง? ส่องส่วนต่างความเสี่ยง ก่อนช้อปหุ้นกู้
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
GULF ตอกย้ำความเชื่อมั่นระดับสากล ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ร่วมในต่างประเทศ มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
SET เสี่ยงพักฐานช่วงสั้น AI-OPEC กดดันตลาด แนะเลี่ยงหุ้นอิงปัจจัยต่างประเทศ ชูแบงก์-โรงพยาบาล-ท่องเที่ยวเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us