แนะ “จัดพอร์ต” โดยใช้ ‘ข้อมูลศก.’ ประกอบอย่างเหมาะสมช่วยได้… พร้อมชู “หุ้นจีน” – “หุ้น Asia X-Japan” เด่นสุดปีนี้ !!!
Fun of Funds: ระหว่าง “ตลาดผันผวน” กับ “ตลาดนิ่ง” คุณชอบแบบไหนมากกว่ากัน?
แต่รู้หรือไม่ “ความผันผวน” กับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของตลาดการลงทุน เพราะเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” สำหรับนักลงทุน
ตลาดการลงทุนที่ “ไม่มีความผันผวน”... จะต่างอะไรกับคนที่ปราศจากสัญญาณชีพแล้ว !!!
แล้ว “เบื้องหลัง” ของความผันผวนเอง ก็มาจาก “อารมณ์” ล้วนๆ นักลงทุนมักใช้ข้อมูลในอดีต มาตัดสินใจในปัจจุบัน โดยคาดหวังไปถึงผลตอบแทนในอนาคต
นักลงทุน “กังวล” อัตราเงินเฟ้อ 5% เหตุจากสงครามยูเครน
นักลงทุน “คลายความกังวล” เหตุมองว่า อัตราเงินเฟ้อที่ 7% น่าจะ Peak ไปแล้ว
เงินเฟ้อ 5% หุ้นตก...เงินเฟ้อ 7% หุ้นขึ้น แปร่งๆ ใช่มั้ยล่ะ?
“ปีกระต่ายทอง” นี้ แม้ตลาดการลงทุนจะฟื้นตัวขึ้น แต่ “ความผันผวน” จะยังคงอยู่ แล้วจะจัดการลงทุนยังไงกันดี ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย
“ความผันผวน” เป็นทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘ความท้าทาย’...แนะ “จัดพอร์ต” โดยใช้ ‘ข้อมูลศก.’ ประกอบอย่างเหมาะสมช่วยได้
โดย “ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา” Chief Economist บลจ.บัวหลวง มองว่า ตลาดมักจะมีการตอบสนองกับข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่าล่าสุด เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรฐัปรับตัวขึ้น ภายหลังจากที่ Fed ปรบัอตัราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% ซึ่งเป็นอัตราการปรับขึ้นที่ต่ำกว่าในทุกครั้ง เหตุคลายกังวลว่า Fed น่าจะเริ่มหยดุขึ้น อัตราดอกเบี้ยแล้วในเร็วๆ นี้ แต่พอตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประกาศออกมาดีเกินคาด ตลาดก็กลับมากังวลว่า Fed ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง

(ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา)
“ในฐานะนักลงทุน เมื่อคณุทราบว่ามีชุดข้อมูล 2 ชุดนี้ประกาศ คุณรู้มั้ยว่าวันที่ Fed ประกาศให้ ‘ขายหุ้นออก’ แล้วให้เข้า ‘ลงทุนเพิ่ม’ ในวันที่ Non-farm Payroll ประกาศ ถ้าคำตอบของคุณ คือ สวนทางกับที่บอก แสดงว่า ตอนนี้คุณ ‘กำลังติดดอยหุ้นสหรัฐ’ ไปแล้วไม้นึง นี่คือความผันผวนที่เปลี่ยนทิศทางของตลาดได้ภายในสัปดาห์เดียว คุณชอบการลงทุนที่ล้อไปกับความผันผวนแบบนี้หรือไม่? ถ้า ‘ใช่’...คุณสามารถจับจังหวะสร้างผลตอบแทนได้เสมอๆ ชุดข้อมูลเศรษฐกิจพวกนี้ก็มีค่าให้คุณติดตาม แต่ถ้า ‘ไม่ใช่’ คุณไม่ชอบการหา Market Timing เพราะคุณเดาทางอารมณ์ตลาดไม่ถูกนั่นเอง”
แต่ยังมีข้อมูลเศรษฐกิจอีกประเภท ได้แก่ “นโยบายเศรษฐกิจ” เปรียบเหมือนเข็มทิศที่รัฐบาลในแต่ละประเทศใช้นำทางรัฐนาวาของตัวเอง ไม่ว่าจะกำหนดโดยรัฐบาลประเทศนั้นๆ หรือเป็นเกณฑ์ที่องค์การนานาชาติ กำหนดขึ้นย่อมส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในกรอบเวลาที่ยาวนานกว่า ข้อมูลแบบนี้พูดกันใน “ระดับปี” ซึ่งติดตามได้ง่ายกว่า
“ถ้าคุณรู้เท่าทันอารมณ์ตลาด และคุณรู้ว่าอุตสาหกรรมไหนน่าลงทุนตามนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล คุณก็แคซื้อมันในวันที่ตลาดผันผวนแบบไม่เข้าท่าเท่านั้นเอง การเลือกใช้ข้อมูลเศรษฐกิจและการตัดสินใจลงทุน คือ ‘ศิลปะ’ ที่จะส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนนั่เอง”

“ตลาดการลงทุนเปิด” ทั้งหุ้นและตราสารหนี้...ชู “หุ้นจีน” & “Asia X-Japan” เด่นสุดปีนี้
ด้าน “บลจ.บัวหลวง” มองว่า ปีนี้เป็นปีที่ตลาดการลงทุนเปิด เงินลงทุนพร้อมแล้วที่จะกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ อีกครั้งหลังจากที่ติดลบกันถ้วนหน้าในปีที่ผ่านมา ปีนี้สามารถลงทุนได้ทั้ง “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ปีนี้ทาง “ธนาคารกลางสหรัฐ” (FED) คงจะหยุดการขึ้นดอกเบี้ย ส่วนจะคงไว้ระดับสูงหรือจะลดดอกเบี้ยนั้นก็คงเป็นที่ถกเถียงของนักลงทุนต่อไปในช่วงปีนี้ แต่จากข้อมูลในอดีตแค่ FED หยุดขึ้นดอกเบี้ย ดัชนีS&P500 ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 14% ในช่วง 1 ปีหลังจากนั้น โดยหุ้น Value บวก 21% ในขณะที่หุ้น Growth บวก 15% แต่ก็ยังบวก
“บริบทของตลาดการลงทุนตอนนี้สภาพคล่องยังสูง มีโอกาสที่เงินเฟ้ออาจจะไม่ต่ำ การจะกดดอกเบี้ยสู่ระดับเป้าหมายที่ระดับ 2% คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักและคงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่หุ้นก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่เราชอบในปีนี้ โดยเฉพาะ ‘หุ้นจีน’ ที่กำไรยังโต 15% ในขณะที่ P/E เพียง 12 เท่า เท่านั้น ถูกมากและได้กลายร่างเป็นกระทิงไปเรียบร้อย ตรงข้ามกับ ‘หุ้นสหรัฐ’ ที่คาดว่ากำไรจะโตเพียง 0-2% ในขณะที่มี P/E ถึง 18 เท่า ฝั่งเอเชียเริ่มเห็นการโยกเม็ดเงินจากตลาดที่ดีในปีที่แล้วไปยังตลาดที่ยังไม่แพงและมีศักยภาพอย่างเกาหลีใต้ หรือไต้หวัน จึงทำให้มีเงินไหลเข้าไปใน ‘หุ้น Asia X-Japan’ ค่อนข้างมากในปีนี้ ส่วน ‘หุ้นอินเดีย’ เศรษฐกิจโตดี กำไรก็ยังโตดี 15% ติดที่ราคาค่อนข้างแพง 24 เท่า คนที่ชอบอาจต้องรอจังหวะตลาดย่อก่อน ปีนี้เราเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นจีนและ Slightly Overweight ในหุ้น Asia X-Japan”
เช่นเดียวกับ “ตราสารหนี้” ที่บริบทในปัจจุบันเอมากต่อการลงทุนซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ดอกเบี้ยกำลังจะ Peak เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ลงทุนตราสารหนี้คุณภาพตอนนี้ได้ผลตอบแทนระดับ 4-5%
การลงทุนเป็นการเดินทางระยะยาว...เปรียบเหมือนการวิ่งมาราธอน ต้องใช้ความอดทน จัดพอร์ตอย่างเหมาะแล้วก็ “ลงทุนต่อเนื่อง” (Stay Invested) ไป เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนในระยะยาวนั่นเอง
