Official Update :

สรุปประเด็นสำคัญการประชุม IMF ฉบับ "แล้วคนไทยทำไงดี?"

เสร็จสิ้นไปแล้วกับการประชุมใหญ่ IMF และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ


และนี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่มีแต่บรรดารัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคาร และนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกต้องสนใจ เพราะประเด็นหลักในเวทีนี้ คือเรื่องของอนาคตของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจภูมิภาค และที่สำคัญที่สุด


เศรษฐกิจประเทศไทย ที่เกี่ยวข้องกับพวกเราโดยตรง!

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าครองชีพ ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ หนี้สิน การลงทุน การเติบโตของเศรษฐกิจ ไปจนถึงอนาคตการทำงาน (หรือตกงาน?) ในยุค AI ล้วนเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าและชีวิตประจำวันของพวกเราทั้งนั้น


สิ่งที่ Wealthy Thai สนใจจึงไม่ใช่แค่ "IMF ประชุมอะไรกัน?" แต่คือ "แล้วคนไทยอย่างเราต้องทำไงต่อดี?"


และนี่คือ 5 ประเด็นสำคัญที่จากการประชุมที่ผ่านมาที่ Wealthy Thai รวบรวมไว้พวกเราจะได้รับมือกันถูก


1.เศรษฐกิจโลกยังโต
(แบบแผ่วๆ) แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะโตไปด้วยกัน

สาระสำคัญของ IMF คือเศรษฐกิจโลกยังสามารถขยายตัวได้(?) แต่กำลังเผชิญความกดดันรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ ปัญหาการค้า ราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อ


พูดง่ายๆ คือ เศรษฐกิจโลก “ยัง” ไม่พัง แต่ก็ห่างไกลจากคำว่าอนาคตสดใส


ที่น่าสนใจคือแต่ละประเทศเติบโตไม่เท่ากัน บางประเทศเติบโตจากเทคโนโลยี บางประเทศได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต ขณะที่บางประเทศอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
.....คำถามสำคัญต่อผู้บริหารประเทศก็คือ แล้วประเทศไทยเราจะเป็นกลุ่มไหน..?


แล้วคนไทยทำไงดี
?

ภาพเศรษฐกิจเติบโตก้าวกระโดดนำหน้าเพื่อนบ้านในภูมิภาคเป็นเพียงอดีตที่อาจจะลืมไปได้เลย ด้วยตัวเลข GDP เติบโตรั้งท้าย การคาดหวังรายได้ครัวเรือนจะเติบโตดูจะเป็นความหวังที่ริบหรี่ จึงควรมีเงินสำรองเพื่อรับมือความผันผวน ลดค่าใช้จ่ายและหนี้ที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจยิ่งต้องเตรียมรับมืออย่างจริงจัง


เพราะยุคนี้ไม่ใช่แค่ใครวิ่งเร็วกว่า แต่ใครสะดุดแล้วไม่ล้มต่างหาก ที่อาจเป็นผู้ชนะในระยะยาว


2.AI
กำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก และไม่ได้มีแต่บริษัทเทคโนโลยีที่ได้รับผลกระทบ

พวกเราได้ยินเรื่อง AI กันมาแทบจะตลอดทั้งปี ในฐานะการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งในประวัติศาสตร์ ที่เปลี่ยนทั้งวิธีทำงาน วิธีลงทุน และวิธีแข่งขันของธุรกิจ

แน่นอนว่าภาพรวมเศรษฐกิจถูกเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

การลงทุนอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้นในโครงสร้างพื้นฐาน AI มาจากความคาดหวังว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างรายได้ใน “อนาคต”


แต่ที่ต้องระวังคือ ผลประโยชน์จาก AI ไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกัน บริษัทที่ปรับตัวได้อาจเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ธุรกิจและแรงงานที่ปรับตัวไม่ทันอาจเผชิญการแข่งขันหนักขึ้น


แล้วคนไทยทำไงดี
?

สำหรับมนุษย์เงินเดือน การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว และต้องไม่ใช่แค่รู้จักชื่อเครื่องมือ แต่ต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการทำงานจริงให้ได้


สำหรับเจ้าของธุรกิจ ต้องเริ่มถามตัวเองว่า AI จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย หรือสร้างบริการใหม่ได้อย่างไร เพราะคำถามไม่ใช่เรื่อง ควรใช้ AI หรือไม่ แต่เป็น ควรใช้ AI อย่างไรให้สร้างรายได้เพิ่มได้คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการใช้ AI นั้นๆ


ส่วนผู้ลงทุน อย่าเพิ่งเห็นคำว่า AI แล้วคิดว่าทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องจะต้องโต เพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกได้ ไม่ได้แปลว่าหุ้นทุกตัวที่เกี่ยวข้องจะเป็นการลงทุนที่ดี การพิจารณาเลือกลงทุนจึงยังกลับมาที่คำถามสำคัญว่าพื้นฐานและอนาคตของหุ้นตัวนั้นสมเหตุสมผลกับราคาหรือไม่?


3.หนี้โลกกำลังเป็นปัญหาใหญ่ และดอกเบี้ยยังไม่มีวี่แววว่าจะลดได้ในเร็ว ๆ นี้

หลายประเทศทั่วโลกมีภาระหนี้ภาครัฐสูง ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมยังคงระดับที่สูงจนหนาว


เมื่อรัฐบาลแต่ละประเทศต้องหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น เงินที่จะนำไปลงทุนด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือโครงสร้างพื้นฐานก็ย่อมถูกกดให้น้อยลงไป


ยิ่งไปกว่านั้น หากตลาดเริ่มกังวลว่าประเทศใดมีปัญหาหนี้มากเกินไป นักลงทุนอาจเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นไปกว่านี้อีกเพื่อชดเชยความเสี่ยง


และเมื่อ Bond Yield สูงขึ้น (ตอนนี้ US Gov. Bond สูงที่สุดในรอบยี่สิบกว่าปีแล้ว) ราคาพันธบัตรเดิมในตลาดก็อาจปรับตัวลดลงอีก!!!!!


แล้วคนไทยทำไงดี
?

คนมีหนี้ควรประเมินความสามารถในการผ่อนชำระอย่างเร่งด่วน เพราะดอกเบี้ยยังไม่มีวี่แววว่าจะลดลงในเร็ววันนี้


คนที่ลงทุนในตราสารหนี้ก็ต้องเข้าใจว่า แม้พันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลอเมริกา จะมีความเสี่ยงผิดนัดชำระต่ำ แต่ราคาตลาดสามารถขาดทุนได้เมื่อมีการเทขายเนื่องจากดอกเบี้ยเดิมตอนวันที่ออกพันธบัตรต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยจริงในขณะนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรที่มีอายุยาว อย่างที่จะเห็นว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอเมริกาทั้งทางตรงและทางอ้อม (เช่น ETF พันธบัตรอเมริกา) ลดมูลค่าลงมาอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนนี้


ส่วนผู้ประกอบการที่ต้องกู้เงินลงทุนทางธุรกิจ คงต้องคำนวณต้นทุนทางการเงินใหม่ โดยอาจจะไม่สามารถคาดหวังว่าระดับดอกเบี้ยจะลดลงในเร็วๆนี้ได้ หรืออาจจะต้องเผื่อการขึ้นดอกเบี้ยอีกด้วยซ้ำ!


สำคัญคือต้องเข้าใจว่า ดอกเบี้ยไม่ใช่แค่เรื่องของคนกู้ แต่เป็นต้นทุนที่ส่งผลต่อทั้งระบบเศรษฐกิจ และนั่นหมายถึง ส่งผลต่อ ทุก.ทุก.คน.


4.โลกกำลังแข่งขันแย่งเงินลงทุน และประเทศไทยเป็นแค่ตัวเลือกหนึ่ง... ที่จะถูกเลือกไหมก็ยังไม่รู้..

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการสร้างงานและการดึงดูดเงินลงทุนภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว


ในขณะที่ประเทศต่างๆ กำลังแข่งขันกันดึงดูดธุรกิจเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสมัยใหม่ พลังงาน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยเองก็อาจมีโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก


แต่ประเด็นคือ เรายังมีความน่าลงทุนอยู่ไหม ในเมื่อประเทศเพื่อนบ้านของเราก็อยากได้เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้เช่นกัน


การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลกช่วยสร้างความสนใจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินลงทุนจะไหลเข้ามาเองโดยอัตโนมัติ และนั่นคือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลไทยต้องรีบขับเคลื่อน


แล้วคนไทยทำไงดี
?

ผู้ประกอบการ SME อาจจะต้องมองหาโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ธุรกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบริการ เทคโนโลยี โลจิสติกส์ หรือการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น


สำหรับแรงงาน การพัฒนาทักษะใหม่จะยิ่งสำคัญ เพราะงานที่มีมูลค่าสูงมักต้องการความสามารถที่มากกว่าการทำงานแบบเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่การแย่งชิงแรงงานระดับสูงในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมาจากหลากหลายประเทศ ทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถระดับสูงจะมีโอกาสเข้ามามากขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่แค่โอกาสในประเทศเท่านั้น


ส่วนนักลงทุน แน่นอนว่าการตัดสินใจลงทุนเป็นเรื่องส่วนบุคคล และประเทศที่ดูมีโอกาสมากกว่าที่จะแข่งขัน ก็น่าจะเป็นเป้าหมายในการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยเช่นกัน


เพราะโอกาสไม่ได้รอประเทศที่เตรียมพร้อมช้า และนักลงทุนก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องรอประเทศไทย


5.ประเทศไทยต้องเติบโตให้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่รอเศรษฐกิจโลกมาช่วย

นี่อาจเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับคนไทย


แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเติบโต แต่ไม่ได้รับประกันว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดีตามไปด้วย


โดยตัวเลขการเติบโตของ GDP ในปีนี้ก็ชี้ชัดว่าประเทศเรากำลังเติบโตในอัตราที่ช้ากว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ


ประเทศไทยยังมีโจทย์ใหญ่ ทั้งหนี้ครัวเรือน กำลังซื้อ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน และการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่


ต่อให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น หากธุรกิจไทยแข่งขันไม่ได้ รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม หรือแรงงานไม่มีทักษะที่ตลาดต้องการ ประเทศเราก็อาจไม่ได้ประโยชน์จากการเติบโตนั้น
และอาจจะตรงกันข้ามด้วยซ้ำ หากนักลงทุนไทยแห่กันเอาเงินลงทุนออกไปนอกประเทศ


แล้วคนไทยทำไงดี
?

เราทุกคนควรต้องให้ความสำคัญกับการสร้าง “ความมั่นคงทางการเงิน” นั่นคือ การมีภาระให้น้อยที่สุด เงินสำรองอาจจะต้องพิจารณาเพิ่มให้มากขึ้น พัฒนาความสามารถในการหารายได้ และลดการพึ่งพารายได้จากช่องทางเดียวเมื่อทำได้


ส่วนนักลงทุน ต้องมองให้กว้างกว่าตลาดหุ้นไทย กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และเข้าใจว่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอาจเติบโตแตกต่างกัน เพราะการกระจายความเสี่ยงในปัจจุบัน แค่กระจายไปหลายหมวดธุรกิจอาจจะไม่พออีกต่อไป แต่อาจจะต้องกระจายไปหลายประเทศด้วย


สำหรับผู้ประกอบการ ต้องเลิกคิดว่าคู่แข่งมีแค่ร้านข้างๆ หรือบริษัทในประเทศไทย เพราะการแข่งขันในโลกยุคใหม่ไม่มีพรมแดนเหมือนเดิมอีกแล้ว ดังที่เราๆท่านๆจะเห็นผู้เล่นต่างชาติเข้ามากินส่วนแบ่งการตลาดกับผู้ประกอบการในประเทศกันไม่น้อย ในหลากหลายหมวดธุรกิจ


สรุปแล้ว
IMF กำลังบอกอะไรเรา?

ถ้าจะสรุปสาระสำคัญทั้งหมดให้เหลือเพียงประโยคเดียว ก็คือ


"เศรษฐกิจโลกยังมีโอกาสเติบโต แต่เป็นการเติบโตแบบไม่เท่าเทียม และต้องฝ่าแรงกดดันมหาศาล”


และคนที่ไม่เตรียมตัว อาจไม่ได้แค่โตตามไม่ทัน แต่อาจจะไม่รอดจากแรงกดดันในหลายๆมิติที่กำลังเผชิญกันอยู่ตอนนี้


การประชุม IMF ไม่ได้เป็นการประกาศว่าโลกกำลังจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการแข่งขันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความกดดันใหม่ๆที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน


คนมีหนี้ต้องบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น คนมีเงินลงทุนต้องรู้จักกระจายความเสี่ยง คนทำงานต้องพัฒนาทักษะ และคนทำธุรกิจต้องมองหาโอกาสใหม่


สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลกเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราจะเปลี่ยนโอกาสครั้งนี้ให้กลายเป็นการลงทุน การจ้างงาน และรายได้ที่ดีขึ้นของคนไทยได้อย่างไร


เพราะสุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจโลกจะโตเท่าไหร่ก็เรื่องหนึ่ง แต่คำถามที่สำคัญกว่าสำหรับพวกเราคือ แล้วเศรษฐกิจของเราเองจะโตไปกับเขาได้หรือไม่?


และนั่นต่างหาก คือเรื่องที่คนไทยทุกคนควรให้ความสนใจหลังการประชุม IMF ครั้งนี้

Most Viewed
Wealth EZ
“บริหารเงินก้อน” ยามเกษียณอย่างไรดี?
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Where to put your money
“หุ้นกู้มีปัญหา” 9M26 สุทธิอยู่ที่ 6.6 พันลบ. ไตรมาส4/26 มี “หุ้นกู้ระยะยาว” ครบกำหนด 1.7 แสนลบ. เป็น “High Yield” เพียง 7% เท่านั้น !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
สรุปประเด็นสำคัญการประชุม IMF ฉบับ "แล้วคนไทยทำไงดี?"
เมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
เกิดอะไรขึ้นกับฝรั่งเศส? สรุปปัญหาเรื้อรังที่ลุกลามจนกลายเป็นประท้วงเดือด
เมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
เปิดโผ 3 ธีมหุ้น ESG เด่น รับเกณฑ์ประเมินใหม่ FTSE Russell ยกระดับมาตรฐานตลาดทุนไทยสู่สากล โอกาสลงทุนก่อนเริ่มใช้ปลายปี 2569
เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us