Official Update :

เกิดอะไรขึ้นกับฝรั่งเศส? สรุปปัญหาเรื้อรังที่ลุกลามจนกลายเป็นประท้วงเดือด

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ฝรั่งเศสเผชิญการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 550,000–800,000 คน

แม้การชุมนุมส่วนใหญ่จะเริ่มต้นอย่างสงบ แต่บางพื้นที่ในกรุงปารีสเกิดการปะทะกับตำรวจรุนแรง มีทั้งการเผารถยนต์ ทุบกระจกร้านค้า ไปจนถึงการปล้นสะดม ทำให้มีผู้ถูกจับกุมทั่วประเทศแล้วอย่างน้อย 1,800 คน


ซึ่งการประท้วงครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนแค่ปัญหาค่าครองชีพหรือความไม่พอใจของประชาชนเท่านั้น แต่ทำให้เห็นถึงปัญหาของประเทศที่สะสมมานานและลึกกว่านั้น


บทความนี้จะพาไปย้อนดูต้นตอของปัญหา และทำไมมันถึงกลายเป็นสถานการณ์ตึงเครียดได้ขนาดนี้ในวันนี้


สิ่งแรกที่มัดมือรัฐบาลฝรั่งเศส:
คำสัญญาครั้งใหญ่ว่าจะดูแลประชาชนอย่างดี

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่เข้มแข็ง โดยรัฐให้คำมั่นว่าจะดูแลประชาชนผ่านโรงเรียนของรัฐ ระบบสาธารณสุข เงินบำนาญ งานภาครัฐ และความช่วยเหลือในยามเดือดร้อน


สำหรับคนฝรั่งเศสมากมาย สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและเป็นหลักประกันของชีวิตไปแล้ว 


แน่นอนว่าการดูแลประชาชนในวงกว้างแบบนี้ต้องใช้เงินเยอะมาก นี่ทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสมีรายจ่ายมากกว่ารายได้จากภาษี ส่วนต่างนี้เรียกว่า “งบประมาณขาดดุล”


ซึ่งรัฐบาลจึงมี 3 ทางเลือกหลัก ๆ เพื่อจัดการกับงบประมาณขาดดุล คือ (1) เก็บภาษีเพิ่ม (2) ลดรายจ่าย หรือ (3) กู้เงินมาใช้จ่าย


และหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลเลือกการกู้เงินเป็นวิธีหลักในการจัดการกับรายจ่ายที่มากกว่ารายได้

ซึ่งในช่วงก่อนที่อัตราดอกเบี้ยยังค่อนข้างต่ำ การกู้เงินก็ยังไม่เป็นปัญหามากเท่าไหร่ ทำให้รัฐบาลสามารถกู้เงินสะสมต่อเนื่อง จนหนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ


ปัจจุบัน หนี้สาธารณะของฝรั่งเศสอยู่ที่ประมาณ 119% ของ GDP ของรายได้ประเทศ (คือมากกว่ารายได้ที่ประเทศทำได้ในหนึ่งปีเกือบ 1.2 เท่า)


ตัวเลขนี้ส่อแววปัญหาแรก คือประเทศมีหนี้สูง แต่เศรษฐกิจโตไม่ทันหนี้ที่เพิ่มขึ้น


จากนั้น ปัญหาหลายอย่างก็ดันเกิดขึ้นพร้อมกัน

การระบาดของโควิด-19 ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อพยุงเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน 


ต่อมาความขัดแย้งระหว่างประเทศต่าง ๆ ก็มาทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงอีก ซึ่งดันราคาสินค้า-บริการให้แพงขึ้น และทำให้เงินเฟ้อกลับมาเป็นปัญหา จนธนาคารกลางทั่วโลกต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ


มิหนำซ้ำ ฝรั่งเศสยังเจอกับปัญหาสังคมสูงวัย ที่ทำให้รายจ่ายด้านเงินบำนาญและสาธารณสุขที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย


ปัญหาเหล่านี้ รวมกันสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลฝรั่งเศส จากทั้งประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น และเงินกู้ที่มีต้นทุนแพงขึ้น

เงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้แรงงานต้องการค่าจ้างเพิ่ม ผู้เกษียณต้องการเงินบำนาญมากขึ้น ส่วนโรงเรียนและโรงพยาบาลก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าจ้างบุคลากร และค่าวัสดุต่าง ๆ


แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลยังต้องจ่ายดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะที่มีอยู่ ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยโดยธนาคารกลางทั่วโลกก็ทำให้ภาระนี้หนักกว่าเดิม


และสิ่งที่ฝรั่งเศสต้องทำเร่งด่วน คือคุมการเงินของประเทศเพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้น นักลงทุนอาจเรียกร้องดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากการซื้อพันธบัตรรัฐบาล (การให้รัฐบาลยืมเงิน) เพื่อชดเชยความเสี่ยง ซึ่งจะยิ่งเพิ่มภาระหนี้ในอนาคต


รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นู จึงเสนอแผนงบประมาณปี 2027 มุ่งหาเงินออมและรายได้เพิ่มราว 5.4 หมื่นล้านยูโร เพื่อลดขาดดุล ผ่านการคุมรายจ่ายภาครัฐ หยุดเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ และจำกัดการปรับเงินบำนาญ


การลดรายจ่ายภาครัฐเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน โดยหนึ่งในจุดเริ่มต้นของความไม่พอใจคือปัญหาในโรงเรียน 

นักเรียนในย่านชานเมืองทางตอนเหนือของปารีส ซึ่งมีประชากรชนชั้นแรงงานจำนวนมาก ออกมาประท้วงเรื่องการขาดแคลนครู การยกเลิกการสอน ห้องเรียนที่แออัด และอาคารเรียนที่ทรุดโทรม


ต่อมา การเคลื่อนไหวของนักเรียนก็เริ่มเชื่อมโยงเข้ากับความไม่พอใจในวงกว้าง จนทำให้การประท้วงระลอกล่าสุด มีคนหลายกลุ่มออกมาร่วมกันเรียกร้อง เช่น

  • นักเรียน ที่ต้องการครูที่เพียงพอและโรงเรียนที่มีคุณภาพ

  • แรงงาน ที่อยากได้ค่าจ้างที่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

  • ผู้เกษียณ ที่ไม่อยากให้รัฐลดสวัสดิการที่เคยให้ไว้

  • นักลงทุน ที่ต้องการเห็นรัฐบาลควบคุมหนี้สาธารณะได้อย่างน่าเชื่อถือ


แม้แต่ละกลุ่มจะมีข้อเรียกร้องต่างกัน แต่สิ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือความรู้สึกว่า ระบบที่เป็นอยู่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้อีกต่อไป


นี่ทำให้ฝรั่งเศสเจอกับวงจรที่อาจยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง

  1. หนี้สูงและขาดดุลงบประมาณ ทำให้นักลงทุนกังวล

  2. นักลงทุนจึงเรียกร้องดอกเบี้ยสูงขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยง

  3. รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น เลยเหลืองบสำหรับโรงเรียน โรงพยาบาล และบริการสาธารณะน้อยลง

  4. ประชาชนไม่พอใจและออกมาประท้วง ทำให้รัฐบาลลดรายจ่ายได้ยาก

  5. ความไม่แน่นอนทางการเมืองยิ่งเพิ่มความกังวลของนักลงทุน


และสถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อฝรั่งเศสเตรียมเลือกตั้งประธานาธิบดีในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ทำให้พรรคการเมืองอาจประนีประนอมกันได้ยากขึ้น เพราะต่างต้องคำนึงถึงคะแนนเสียงของตัวเอง


สรุป

เคสของฝรั่งเศสเกิดจากปัญหาหลายด้านที่สะสมและเชื่อมโยงกันมานาน จนในวันนี้ สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปได้ทำให้ปัญหาที่ซ่อนอยู่ปรากฎต่อสาธารณะ


นี่เป็นบทเรียนสำคัญ เพราะนโยบายหลายอย่างที่ทำได้ง่ายแต่ไม่ยั่งยืนนั้น มักจะถูกเปิดเผยในวันที่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น วิกฤตพลังงาน หรือ ต้นทุนการกู้ยืมที่เปลี่ยนไป


และนี่ยิ่งทำให้เราต้องจับตาดูประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในยุโรปที่เจอปัญหาคล้าย ๆ กับฝรั่งเศส รวมถึงประเทศเราเอง ว่าบรรยกาศโลกที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน จะทำให้เราเห็นปัญหาสะสมที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนหรือไม่ 


ที่มา: BBC, Reuters, NPR, AFP, Le Monde, Fortune

Most Viewed
Wealth EZ
“บริหารเงินก้อน” ยามเกษียณอย่างไรดี?
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Where to put your money
“หุ้นกู้มีปัญหา” 9M26 สุทธิอยู่ที่ 6.6 พันลบ. ไตรมาส4/26 มี “หุ้นกู้ระยะยาว” ครบกำหนด 1.7 แสนลบ. เป็น “High Yield” เพียง 7% เท่านั้น !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
สรุปประเด็นสำคัญการประชุม IMF ฉบับ "แล้วคนไทยทำไงดี?"
เมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
เกิดอะไรขึ้นกับฝรั่งเศส? สรุปปัญหาเรื้อรังที่ลุกลามจนกลายเป็นประท้วงเดือด
เมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
เปิดโผ 3 ธีมหุ้น ESG เด่น รับเกณฑ์ประเมินใหม่ FTSE Russell ยกระดับมาตรฐานตลาดทุนไทยสู่สากล โอกาสลงทุนก่อนเริ่มใช้ปลายปี 2569
เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us