L&E เผยภาพรวม H1/67 ทรงตัว เชื่อครึ่งปีหลังฟื้นตัวทั้งในปท.-ตปท.

L&E ส่งซิกภาพรวม H1/67 ทรงตัว ประเมินภาพรวมครึ่งปีหลังสดใสกว่าครึ่งปีแรก จากสถานการณ์ในประเทศและต่างประเทศมีแนวโน้มที่ดี ภาพรวมทั้งปีเชื่อว่ายอดขายยังเติบโตได้ 10% ล่าสุดแจ้งงบ Q1/67 มีรายได้จากการขายและให้บริการ 554 ลบ. ลดลง 16% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เหตุจากงานโครงการใหญ่เลื่อนการส่งมอบงานออกไป และความล่าช้าการอนุมัติงบประมาณแผ่นดิน ส่งผลการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐต้องชะลอออกไป รวมทั้งการผลิตและขายสินค้าของบริษัทย่อยให้ลูกค้าปลายทางประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัทพันธมิตรลดลง และยังไม่สามารถหาตลาดทดแทนมาชดเชยได้ทันในไตรมาสแรกนี้ โดยภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น 2.9 ลบ. เนื่องจากการขาดทุนสุทธิจำนวน 1.6  ลบ. ในปีที่แล้วได้รวมรายได้ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการชดเชยของบริษัทพันธมิตรจำนวน 28.2 ลบ.  หากไม่นับรวมรายได้ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวดังกล่าว บริษัทจะมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานปกติในปีที่แล้วเป็นเงิน 29.8 ลบ. เมื่อเทียบกับผลขาดทุน Q1/67 จำนวน 13.4 ลบ. ผลขาดทุนได้ลดลง 16.4 ล้านบาท หรือปรับตัวดีขึ้น 55%   


นายอนันต์ กิตติวิทยากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ L&E ผู้นำธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายโคมไฟฟ้า รวมทั้งอุปกรณ์แสงสว่างรายใหญ่ของประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจครึ่งปีแรกของปี 2567 คาดการณ์รายได้จะทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2566 สาเหตุหลักๆ มาจากตลาดในประเทศ งานโครงการ งานภาครัฐ งานขายส่ง/ขายปลีก ค่อยๆ ฟื้นตัว โดยขยายตัวตามประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ที่เพิ่มขึ้น 2-3% ไม่ก้าวกระโดดตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า เนื่องจากการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการส่งออกและภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ  โดยครึ่งปีหลังคาดการณ์น่าจะดีขึ้นหลังจากโครงการและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ รวมทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณฯ เริ่มมีผลบังคับใช้


ด้านตลาดต่างประเทศ งานโครงการใหญ่ๆ ที่ติดตาม เช่น โครงการ mix-used ในประเทศอินโดนิเซีย ห้างสรรพสินค้าใหญ่ ในประเทศออสเตรเลียนั้น  มีแนวโน้มที่จะได้งานสูงมาก  และสินค้าที่ผลิตจำนวนมากๆ เพื่อส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคอาเซียนก็จะเริ่มส่งผลอย่างจริงจังในครึ่งปีหลัง


“ภาพรวมธุรกิจครึ่งปีแรกคงยังทรงตัว แต่มีทิศทางที่ดีเนื่องจากบริษัทมีงานใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ ซึ่งจากการประเมินแนวโน้มครึ่งปีหลังเชื่อว่าจะดีทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยภาพรวมทั้งปีเชื่อว่ายอดขายยังคงเติบโตได้ 10% จากปีที่ผ่านมา” นายอนันต์ กล่าว


สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทไตรมาส 1/2567 บริษัทมีรายได้จากการขายและให้บริการ 554 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 104 ล้านบาท หรือลดลง 16%  ส่วนใหญ่เป็นผลจากมีงานโครงการจำนวนหนึ่ง อาทิเช่น โครงการ One Bangkok โครงการ Forestias และโครงการปรับปรุงห้างต่างๆ เป็นต้น ต้องเลื่อนการส่งมอบงานและรับรู้รายได้ไปเป็นไตรมาสที่ 2 จำนวน 32 ล้านบาท  ไตรมาสที่ 3 จำนวน 77  ล้านบาท  และหลังไตรมาสที่ 3 อีกจำนวน 155 ล้านบาท รวมทั้งความล่าช้าจากการอนุมัติงบประมาณแผ่นดิน ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐต้องชะลอออกไป และได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทด้วย  นอกจากนี้รายได้ที่ลดลงยังเป็นผลจากการผลิตและขายสินค้าของบริษัทย่อยแห่งหนึ่งให้ลูกค้าปลายทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านบริษัทพันธมิตรลดลง และยังไม่สามารถหาตลาดทดแทนมาชดเชยได้ทันในไตรมาสนี้


บริษัทมีขาดทุนสำหรับงวด 13.4 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนหน้าที่ขาดทุน 1.6 ล้านบาท บริษัทมีขาดทุนเพิ่มขึ้น 11.8 ล้านบาท เป็นผลจากปัจจัยต่อไปนี้ โดยกำไรขั้นต้นจากการขายรวมรายได้อื่นลดลง 4.6 ล้านบาท หรือลดลง 2% แม้ยอดขายจะลดลง 16% ทั้งนี้เพราะอัตรากำไรขั้นต้นได้ปรับตัวดีขึ้นจาก 31.3% ในปี 2566 เป็น 35.5% ในปี 2567 เป็นผลจากบริษัทได้พัฒนากระบวนการผลิตจนสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งในไตรมาสนี้บริษัทได้ขายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นด้วย


ค่าใช้จ่ายในการขายและให้บริการรวมดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น 4.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2%  แม้ค่าใช้จ่ายจากการขนส่งสินค้าจะลดลง เนื่องจากยอดขายที่ปรับตัวลดลง   ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการขยายตลาด และการส่งเสริมการขายสินค้าที่พัฒนาขึ้นใหม่ รวมถึงการพัฒนา supply chains ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ในไตรมาสนี้บริษัทมีดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น 3.3 ล้านบาท เป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับต้วสูงขึ้นจาก 3.41% ในปี 2566 เป็น 4.59% ในปี 2567


โดยภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น 2.9 ล้านบาท เนื่องจากการขาดทุนสุทธิจำนวน 1.6 ล้านบาท ในปีที่แล้วได้รวมรายได้ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการชดเชยของบริษัทพันธมิตรจำนวน 28.2 ล้านบาท  หากไม่นับรวมรายได้ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวดังกล่าว บริษัทจะมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานปกติในปีที่แล้วเป็นเงิน 29.8 ล้านบาท  เมื่อเทียบกับผลขาดทุนของงวดนี้จำนวน 13.4 ล้านบาท ผลขาดทุนได้ลดลง 16.4 ล้านบาท หรือปรับตัวดีขึ้น 55%   


“ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปีนี้ขาดทุนลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา และประเมินว่าจะปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ ในไตรมาสต่อไป โดยอัตรากำไรขั้นต้นได้ปรับตัวดีขึ้นจาก 31.3% ในปี 2566 เป็น 35.5% ในปี 2567 เนื่องจากบริษัทได้พัฒนากระบวนการผลิตจนสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งในไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทได้ขายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นด้วย” นายอนันต์ กล่าว

Most Viewed
Wealth EZ
“Passive Income”...คำตอบของการออมของ “คน 4.0” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fund Move
บลจ.วรรณ ปักธง “ONE-USAV” ผ่าวิกฤต AI พิสูจน์กำไร! ชูจุดยุทธศาสตร์ “Growth to Value Rotation” เพิ่มโอกาสสร้างสมดุลพอร์ต รับมือตลาดสหรัฐฯ ผันผวน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
โลกว่าเหนื่อยแล้ว ไทยเหนื่อยกว่า!! เศรษฐกิจโตช้า หนี้ท่วม ดอกเบี้ยแพง เงินเฟ้อยังซ้ำ แล้วคนไทยจะรวยกี่โมง??
เมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
กลุ่มแอกซ่าเผยรายงาน ‘Future Risks Report 2026’ ชี้ AI แซงสภาพภูมิอากาศขึ้นแท่นเสี่ยงอันดับ 1 ของโลก
เมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
“ช้ำคือเรา“ สงคราม-น้ำมันแพง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่แค่ปัญหาของรัฐบาล เพราะคนจ่ายก็มีแต่เราเองนี่แหละ
เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us