“ช้ำคือเรา“ สงคราม-น้ำมันแพง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่แค่ปัญหาของรัฐบาล เพราะคนจ่ายก็มีแต่เราเองนี่แหละ
สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านกำลังทวีความรุนแรง ดันราคาน้ำมันพุ่ง
โดยที่ผ่านมา มีการโจมตีเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยเดือนตุลาคมมีรายงานว่าการโจมตีเรือพาณิชย์ในพื้นที่ดังกล่าวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีในเยเมน (กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน) ก็โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงสำนักงานใหญ่และสินทรัพย์ของ Saudi Aramco บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของประเทศ
ความรุนแรงนี้ ทำให้ตลาดกังวลว่าปริมาณน้ำมันโลกจะขาดแคลน ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นตามความเสี่ยง
โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน และสูงขึ้นกว่า 85% ตลอดปีนี้
สำหรับคนไทย นี่ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศหรือโจทย์ของรัฐบาลไทย
เพราะสุดท้ายแล้ว ผลจากน้ำมันแพงจะตกมาถึงเราอยู่ดี ต่างกันแค่ว่าจะจ่ายผ่านช่องทางไหน และเมื่อไรเท่านั้นเอง ซึ่งผู้ที่ต้องจ่ายราคานี้ มีอยู่ 3 ลำดับหลัก ๆ
โดยกลุ่มแรกที่ต้องเจอผลกระทบก่อน คือโรงกลั่น
เวลาน้ำมันดิบในตลาดโลกแพงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบของโรงกลั่นก็เพิ่มขึ้นตาม ซึ่งมักส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปอย่างดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ปรับตัวสูงขึ้นด้วย
อาจจะจริงอยู่ ที่โรงกลั่นบางแห่งอาจได้ประโยชน์ในระยะสั้น ถ้ามีน้ำมันดิบที่ซื้อไว้ก่อนหน้าในราคาถูก แล้วสามารถขายน้ำมันสำเร็จรูปในราคาที่สูงขึ้นตามตลาดโลกได้
แต่เวลาน้ำมันแพง รัฐบาลก็มักจะขอให้โรงกลั่นช่วยลดราคาน้ำมันที่ขายด้วยเช่นกัน นี่ก็เพื่อไม่ให้ราคาหน้าปั๊มขึ้นเร็วเกินไป
อย่างในเดือนกันยายนที่ผ่านมา รัฐก็ขอให้โรงกลั่นลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่นลง 4 บาท/ ลิตร ระหว่างวันที่ 16 กันยายน – 31 ตุลาคม
และล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังประเมินว่าจะขอให้โรงกลั่นลดราคาต่อได้อีกหรือไม่ หลังมาตรการชุดนี้หมดอายุ
แปลว่า ถึงราคาน้ำมันโลกจะขึ้น แต่โรงกลั่นไทยก็อาจถูกกดราคาขายและแบกต้นทุนสูงขึ้น ทำให้กำไรที่ควรจะได้ถูกบีบลงไปด้วย
กลุ่มที่สองที่ต้องจ่ายราคาคือพวกเรา (ประชาชน)
แน่นอนว่า ถ้าราคาน้ำมันสำเร็จรูปสูงขึ้น เราก็อาจต้องจ่ายค่าสินค้าและบริการหลายอย่างแพงขึ้น เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนของหลายอย่าง
และแม้รัฐจะสามารถใช้กองทุนน้ำมันและมาตรการช่วยเหลือเข้ามาล็อกราคาได้บ้าง
อย่างเช่นในเดือนกันยายน ที่ดีเซลได้รับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมัน 8.62 บาท/ ลิตร รวมกับส่วนลดโรงกลั่นอีก 4 บาท/ ลิตร ทำให้ราคาขายปลีกอยู่ที่ 40.69 บาท/ลิตร (ซึ่งจริงๆ แล้วราคาจะอยู่ที่ประมาณ 54.19 บาท/ลิตร)
แต่การที่ราคาถูกวันนี้ ก็อาจตามมาด้วยราคาที่ต้องจ่ายในวันหน้า เพราะถ้ากองทุนน้ำมันมีการมีขาดทุนสะสม รัฐก็ต้องเลือกว่าจะเก็บเงินคืนยังไงในอนาคตอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็น
1.เพิ่มเงินสมทบในราคาน้ำมันภายหลัง (แปลว่ารัฐขึ้นราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่เราจ่าย แล้วเก็บส่วนต่างเข้ากองทุน)
2.ยกเลิกหรือลดการพยุงราคา (เราก็ต้องจ่ายราคาน้ำมันแพงขึ้นอยู่ดี)
3.การใช้งบประมาณและภาระหนี้ของรัฐมาช่วย (ภาษีใครเอ่ย?)
ซึ่งในตอนนี้ แรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ก็ได้ทำให้ราคาขายปลีกดีเซล B7 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ถูกปรับขึ้นเพิ่มอีก 0.60 บาท/ ลิตร มาอยู่ที่ 43.54 บาทต่อลิตรไปแล้ว
ในขณะที่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 18 ตุลาคม ก็ติดลบไปแล้วกว่า 103,561 ล้านบาท
กลุ่มที่ 3 ที่จะเจ็บยาว ๆ คือทั้งเศรษฐกิจไทย
นี่เป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะเศรษฐกิจไทยตอนนี้โตแทบจะไม่ทันประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว
ล่าสุด IMF คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 2.1% ในปี 2569 ขณะที่คาดว่าเวียดนามจะโต 8.4% มาเลเซียโต 5.2% และอินโดนีเซียโต 5.1%
ซึ่งการที่ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้เศรษฐกิจเพิ่มเติมผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่
1.การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว: ค่าเดินทางและตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นอาจกระทบการตัดสินใจเดินทาง ส่งผลเสียต่อโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท้องถิ่น
2.ค่าครองชีพที่สูงขึ้น: เมื่อค่าขนส่งและต้นทุนผลิตเพิ่ม ราคาสินค้าอาจสูงตาม ทำให้คนเหลือเงินใช้จ่ายน้อยลง
3.ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น: ไทยที่นำเข้าน้ำมัน ต้องใช้เงินดอลลาร์เพื่อซื้อน้ำมันจากต่างประเทศ ซึ่งถ้าน้ำมันแพงขึ้น ก็แปลว่าต้องใช้เงินดอลลาร์มากขึ้น การแลกเงินบาทเป็นดอลลาร์มากขึ้น ก็จะทำให้เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งเมื่อบาทอ่อน ของนำเข้าก็ยิ่งแพงขึ้นตาม
4.ภาระการคลังที่เพิ่มขึ้น: หากรัฐต้องเอางบมาช่วยลดราคาพลังงานต่อเนื่อง ก็จะมีภาระทางการเงินมากขึ้น และอาจเหลืองบสำหรับการลงทุนระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐาน หรือการศึกษา น้อยลง
นอกจากนี้ ภาระทางการเงินของรัฐที่สูงขึ้น อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นในรัฐบาลไทยน้อยลง ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากประเทศได้
พูดง่าย ๆ คือ ความเสี่ยงหลักของประเทศไทยในตอนนี้ คือการที่ต้นทุนที่แพงขึ้น อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่โตช้าอยู่แล้ว
เรื่องสงครามไกลตัว แต่ผลกระทบอยู่ใกล้กว่าที่คิด
เราอาจควบคุมไม่ได้ว่าสงครามจะยืดเยื้อแค่ไหน หรือราคาน้ำมันโลกจะขึ้นไปถึงไหน
แต่สิ่งที่เราควบคุมได้ คือการเตรียมตัวรับมือกับค่าครองชีพที่อาจแพงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออมเงินสำรองเพิ่มเติม หรือการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกบ้าง
เพราะในท้ายที่สุด ถ้าสงครามยืดเยื้อและทำให้ราคาน้ำมันแพง ไม่ว่ารัฐจะเลือกใช้มาตรการแบบไหน ก็มีแต่พวกเราที่ต้องจ่าย ต่างกันแค่จ่ายผ่านราคาน้ำมัน ภาษี หรือหนี้ของคนรุ่นหลัง
ที่มา: Reuters, International Monetary Fund (IMF), The Nation Thailand, United Nations
