โลกว่าเหนื่อยแล้ว ไทยเหนื่อยกว่า!! เศรษฐกิจโตช้า หนี้ท่วม ดอกเบี้ยแพง เงินเฟ้อยังซ้ำ แล้วคนไทยจะรวยกี่โมง??
วันนี้ Wealthy Thai จะพาไปถอดรหัสตัวเลขสำคัญๆทางเศรษฐกิจต่างๆ เพราะเมื่อฟังแค่ตัวเลขเดียวอาจเห็นภาพไม่ครบ แต่เมื่อประกอบกันเป็นภาพใหญ่ จะเห็นกันชัดเจนขึ้นว่าตอนนี้เราคนไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหนกันแน่
เริ่มจาก GDP Growth - ตัวเลขที่แสดงถึง การเติบโตของรายได้รวม
จากรายงาน IMF World Economic Outlook เดือนตุลาคม 2026 เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะเติบโตเพียง 3.1% ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียโตประมาณ 4.8% และกลุ่ม ASEAN-5 โตประมาณ 4.4%
ซึ่งถือว่า น้อย
นั่นแปลว่า รวม ๆ เศรษฐกิจโลกก็ยังโตนะ ยังไม่ถึงกับวิกฤติ แต่ห่างไกลจากคำว่าเฟื่องฟู
แล้วประเทศไทยล่ะ?
โตเพียง 2.1% !!!
โลกว่าโตช้าแล้ว ไทยยังโตช้ากว่าโลก แถมช้ากว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาคเกือบรั้งท้าย
และขยี้กันอีกครั้งว่า นี่คือตัวเลขที่ ปรับขึ้นมาแล้ว .... จากเดิมจะโตขึ้นไม่ถึง 2% ด้วยซ้ำ
ถ้ายังไม่เห็นภาพ อยากให้นึกตามว่า ถ้าปีนี้คนไทยไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน แล้วเจอเพื่อนที่รายได้เท่า ๆ กับเราในประเทศนั้น ปีหน้าเราไปใหม่ เทียบกัน รายได้ของเราอาจจะน้อยกว่าเพื่อนคนนั้นแล้ว
คือไม่ใช่รายได้เราลดลง แต่รายได้เพื่อนโตเยอะกว่า
ถ้าเป็นแบบนี้ไปอีกหลาย ๆ ปี เพื่อนคนนั้นอาจจะรายได้ทิ้งห่างจากเราไปก็เป็นได้...
และนั่นเป็นแค่ตัวเลขแรกเท่านั้น เพราะ
GDP โตช้า แต่เงินเฟ้อ (Inflation) ไม่ได้ช้าตาม...
IMF คาดการณ์เงินเฟ้อโลกปี 2026 อยู่ที่ 4.7% เทียบกับ GDP Growth 3.1%
(remarks GDP Growth เป็นตัวเลขการเติบโตที่คิดผลของเงินเฟ้อแล้ว เอา 3.1% ไปลบ 4.7% ตรงๆ ไม่ได้นะ)
สิ่งที่น่ากังวลคือ เศรษฐกิจโลกกำลังเติบโตอย่างเชื่องช้า ในขณะที่ราคาสินค้าและบริการยังเพิ่มขึ้น
แปลให้เข้าใจง่าย ๆ ได้ว่า หากรายได้เพิ่มไม่ทันราคาสินค้า กำลังซื้อ หรือ Purchasing Power ก็จะลดลงทันที
เราอาจได้เงินเดือนมากขึ้น แต่ซื้อของได้น้อยลง....
ฟังดูไม่น่าใช่นิยามคำว่า รวย ที่เราเคยเข้าใจ
ยังไม่พอ ไปต่อกันที่ตัวเลขสำคัญอีกสองตัว
หนี้ครัวเรือนท่วม ในวันที่ดอกเบี้ยสูง
ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนประมาณ 85% ของ GDP หรือกว่า 16 ล้านล้านบาท
หนี้ระดับนี้หมายความว่ารายได้จำนวนมหาศาลของประชาชนต้องถูกนำไปใช้ชำระหนี้ แทนที่จะนำไปจับจ่าย เก็บออม หรือลงทุน
ยิ่งในภาวะที่ต้นทุนดอกเบี้ยยังสูง ซึ่งสำหรับประเทศไทย MRR และ MLR เกิน 7% เข้าไปแล้ว!!! สำหรับลูกหนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะหนี้ที่ดอกเบี้ยลอยตัว ภาระผ่อนชำระก็ยิ่งบีบเงินให้เหลือใช้น้อยลงไปอีก
เศรษฐกิจโตช้า = รายได้โตยาก
หนี้สูง + ดอกเบี้ยแพง = เงินเหลือใช้น้อย
เงินเฟ้อสูงกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น = กำลังซื้อหดหาย
สามอย่างนี้รวมกันเมื่อไร ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมถึงรู้สึกว่าทำงานเท่าไรก็เงินไม่พอใช้
และเมื่อคนไม่มีกำลังซื้อ ธุรกิจก็ขายของยาก รายได้ธุรกิจไม่โต การจ้างงานและการขึ้นเงินเดือนก็ยิ่งยากเข้าไปอีก
กลายเป็นวงจรที่เศรษฐกิจอ่อนแอ แล้วความอ่อนแอนั้นก็ย้อนกลับมาซ้ำเติมคนไทยอย่างพวกเราทุกคน
Wealthy Thai อยากชวนมาลองสมมติตัวเลขง่าย ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
สมมติว่าเดิมมีรายได้เดือนละ 50,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายประจำ 25,000 บาท
- ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และหนี้อื่นๆ 20,000 บาท
- เหลือเก็บ 5,000 บาท
ปีต่อมาเงินเดือนขึ้น 3% กลายเป็น 51,500 บาท - อาจจะฟังดูดี
แต่!!!!
ถ้าค่าครองชีพเพิ่ม 4.7% ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มเป็น 26,175 บาท
และสมมติว่าต้องผ่อนหนี้เพิ่มขึ้นอีก 1,000 บาท จากการปรับขึ้นของดอกเบี้ย
เงินเหลือเก็บจะกลายเป็นเพียง 4,325 บาท!
เงินเดือนขึ้นจริง แต่เงินเหลือเก็บลดลง 13.5%!!!
นี่เป็นเพียงตัวอย่างสมมติ แต่สะท้อนความจริงที่น่ากลัวว่า
เราไม่จำเป็นต้องตกงาน
ไม่จำเป็นต้องถูกลดเงินเดือน
และไม่ได้ฟุ่มเฟือยกว่าเดิมเลย
เราก็สามารถจนลงได้ทุกปี!!!!
แล้วประเทศไทยจะเอาไงต่อ?
ถ้ามองภาพใหญ่ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่การที่ GDP ไทยโตเพียง 2.1% แต่คือการที่เราเติบโตช้า
และช้ารั้งท้ายเพื่อนบ้านในภูมิภาค
ในขณะที่ภาระหนี้สะสมยังสูง
และดอกเบี้ยก็ไม่มีทีท่าว่าจะลด
และรายได้ของประชาชนจำนวนมาก (ที่แปลว่าเกิน 90%) ไม่ได้เติบโตเร็วพอจะสร้างความมั่นคงทางการเงิน
*FACT มันก็คือ คนไทย กำลัง จนลง แม้จะใช้ชีวิตเหมือนเดิมเป๊ะๆทุกอย่าง*
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจึงไม่ควรแค่ แจกเงิน กระตุ้นการใช้จ่าย หรือหวังว่าสักวัน (ที่แปลว่าวันไหนก็ไม่รู้) ดอกเบี้ยลด แล้วทุกอย่างก็คงจะดีขึ้นเอง
แต่ผู้บริหารประเทศต้องจริงจังเรื่องการสร้างรายได้ให้มากขึ้น เพิ่มผลิตภาพ ขีดความสามารถในการแข่งขัน และแก้ปัญหาหนี้อย่างจริงจัง
ส่วนคนไทยเองก็ต้องตื่นตัว บริหารหนี้ รักษาสภาพคล่อง และหาทางเพิ่มศักยภาพในการหารายได้ เพราะการหวังพึ่งเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นปีละนิด ยากที่จะเพียงพอกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้
หากยังปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คำถามอาจไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตสูงเมื่อไร
แต่คือระหว่างรอเศรษฐกิจฟื้น คนไทยจะยังเหลือกำลังซื้ออยู่สักเท่าไรกัน!?
เพราะการที่ GDP ยังเป็นบวก (พูดอีกครั้ง ว่า มันคือ 2.1% น้อยกว่าโลก น้อยกว่าภูมิภาค และรั้งท้ายเพื่อนบ้าน) ไม่ได้แปลว่าประชาชนกำลังมีชีวิตที่ดีขึ้น
ประเทศอาจไม่ได้จนลง แต่ประชาชนสามารถจนลงได้ทุกปี
และนั่นคือสิ่งที่ประชาชนควรกลัว
เพราะเราไม่รู้ว่าผู้บริหารประเทศกลัวไปด้วยกันกับเราหรือเปล่า......
