Official Update :

TU มั่นใจไตรมาส 4/69 สดใส ชูแบรนด์หนุนมาร์จิ้นยืนเหนือ 20% เดินหน้า Inside Out ลดต้นทุน-คุมลงทุน ตั้งเป้ายอดขายปี 2569-2570 โต 4-6% ต่อปี

TU เดินหน้าขับเคลื่อน Strategy 2030 มุ่งเพิ่มสัดส่วนสินค้าแบรนด์และผลิตภัณฑ์พรีเมียม ควบคู่ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตผ่านแผน Inside Out ปรับลด CAPEX คุมต้นทุน และเร่งลดภาระหนี้ ตั้งเป้ารักษา Gross Margin เหนือ 20% พร้อมปักเป้ายอดขายปี 2569-2570 โต 4-6% มั่นใจไตรมาส 4 รับ High Season ธุรกิจ Frozen หนุนผลงานต่อเนื่อง หลัง 9 เดือนแรกยอดขายโต 4% และ EPS เพิ่มขึ้น 7.8%


นางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจว่า บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Strategy 2030 โดยมุ่งปรับโครงสร้างธุรกิจจากการเน้นปริมาณการผลิตและรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านสินค้าแบรนด์ของตัวเองและผลิตภัณฑ์พรีเมียม ซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่า ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่ง


สำหรับกลยุทธ์ด้านแบรนด์ บริษัทเดินหน้าลงทุนด้านการตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และปรับภาพลักษณ์สินค้าให้ทันสมัย ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในประเทศไทยได้ปรับโฉม SEALECT ให้มีภาพลักษณ์พรีเมียมและน่ารับประทานมากขึ้น ขณะที่ตลาดต่างประเทศขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ King Oscar ในสหรัฐฯ และพัฒนา Parmentier สู่แบรนด์พรีเมียม รวมถึงนำแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งในแต่ละประเทศไปต่อยอดในตลาดอื่น


นอกจากนี้ ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพและความต้องการความสะดวกในการบริโภค ทั้งอาหารทะเลพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat) ในบรรจุภัณฑ์รูปแบบซองและชาม ซึ่งพกพาสะดวกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และนวัตกรรมเนื้อทูน่าฉีก (Pulled Tuna) ซึ่งเปิดตัวภายใต้ 5 แบรนด์ในภูมิภาคยุโรป


ขณะที่ธุรกิจ OEM ยังคงเป็นฐานสำคัญในการสร้างปริมาณขาย แต่บริษัทปรับบทบาทจากการรอรับคำสั่งซื้อไปสู่การเป็นพันธมิตรเพิ่มมูลค่า (Value-added Partner) โดยนำทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) และการตลาดเข้าไปร่วมคิดค้นผลิตภัณฑ์กับลูกค้า เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าสินค้า แทนการแข่งขันด้านราคา


สำหรับกลุ่มธุรกิจหลัก Ambient Seafood ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 50% ของธุรกิจ ยังเป็นฐานรายได้สำคัญ โดยมีทูน่าและปลาขนาดเล็กอย่างซาร์ดีนและแมคเคอเรลเป็นผลิตภัณฑ์หลัก ส่วนธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare) ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 20% เติบโตในระดับ Double digit อย่างต่อเนื่อง โดยขยายผลิตภัณฑ์จากอาหารแมวไปสู่อาหารสุนัข ขณะที่ธุรกิจ Frozen & Culinary มุ่งเปลี่ยนจากการจำหน่ายอาหารทะเลแบบดั้งเดิมไปสู่ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า เช่น เทมปุระ ซูชิ และผลิตภัณฑ์ปลาแซลมอน พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายทั้งร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และโรงแรม


ด้านการลงทุน บริษัทในกลุ่มยังเดินหน้าขยายธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อกิจการ Phelps Pet Products ผู้ผลิตขนมสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมในสหรัฐฯ มูลค่า 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,300 ล้านบาท ขณะที่บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัท Thai Union Feedmill Ecuador S.A.S. เพื่อลงทุนในโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำในเอกวาดอร์ เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในภูมิภาคอเมริกา


อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพจากภายในภายใต้แนวทาง Inside Out เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจรับมือกับความผันผวนของต้นทุน โดยบริษัททบทวนโครงสร้างโรงงานผลิตกว่า 20 แห่งทั่วโลก พร้อมอนุมัติแผนควบรวมโรงงาน Frozen ในจังหวัดสมุทรสาคร 2 แห่ง และออกแบบกระบวนการผลิตใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงกลางปี 2570 รวมถึงนำระบบ Automation เข้ามาทดแทนแรงงานในส่วนที่ขาดแคลน โดยกำหนดเกณฑ์การลงทุนเครื่องจักรให้มีระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 2 ปี และโครงการลงทุนทั่วไปไม่เกิน 3 ปี


บริษัทปรับลดงบลงทุน (CAPEX) ปี 2569 ลงมากกว่า 1,000 ล้านบาท จากแผนเดิมประมาณ 6,000 ล้านบาท พร้อมชะลอโครงการที่เน้นสิทธิประโยชน์ BOI หลังการบังคับใช้ภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) ในอัตรา 15% ทำให้ประโยชน์ทางภาษีจากสิทธิประโยชน์ดังกล่าวลดลง นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการ Impact Olympics รวบรวมแนวคิดจากพนักงานกว่า 40,000 คน ได้มากกว่า 630 แนวคิดภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดการสูญเสียจากน้ำหนักบรรจุภัณฑ์เกินมาตรฐาน ปรับกระบวนการผลิตสินค้า และประหยัดพลังงาน โดยตั้งเป้าลดต้นทุนในกระบวนการผลิตลง 15%


ด้านการบริหารการเงิน บริษัทมุ่งเพิ่มกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ผ่านการบริหารสินค้าคงเหลือและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพเงินทุนหมุนเวียน พร้อมตั้งเป้าลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA จากระดับประมาณ 5 เท่า ให้ต่ำกว่า 4.5 เท่าภายใน 2-3 ปี และลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นจากประมาณ 1.18 เท่า ให้ต่ำกว่า 1 เท่า ขณะที่ตั้งเป้าเพิ่มผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) จากระดับประมาณ 5% เป็น 7-8% ในช่วงเวลาเดียวกัน


ขณะเดียวกัน บริษัทประสบความสำเร็จในการระดมทุนผ่านหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนและ Blue Bond รวมวงเงิน 10,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าลดภาระดอกเบี้ยจ่ายลง 15-20% เมื่อระดับหนี้สินลดลงตามเป้าหมาย ส่วนการลงทุน M&A จะมีหลักเกณฑ์เข้มงวดขึ้น โดยกำหนดแผนรองรับการออกจากการลงทุน (Exit Strategy) ตั้งแต่เริ่มต้น หากผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายภายใน 3 ปี หรือ 5-7 ปีสำหรับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระในระยะยาว


สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2569 บริษัทคาดว่ายอดขายจะเติบโตต่อเนื่องในกรอบ 4-6% หรือสูงกว่า โดยมีแรงหนุนจากช่วง High Season ของธุรกิจ Frozen ประกอบกับกลุ่มสินค้าแบรนด์ที่ยังเติบโตได้ดีตลอดทั้งปี และมีโอกาสทำสถิติยอดขายสูงสุดใหม่สำหรับไตรมาส 4 ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอาจได้รับแรงกดดันเล็กน้อยจากจังหวะราคาทูน่า แต่ภาพรวมทั้งปีคาดว่าจะดีกว่าปีก่อน


ทั้งนี้ ราคาทูน่าเฉลี่ยทั้งปี 2569 คาดอยู่ที่ประมาณ 1,700-1,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สูงกว่าระดับในอดีตที่ประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคาพลังงานและค่าระวางเรือยังเป็นปัจจัยกดดันต้นทุน อย่างไรก็ตาม ภาษีนำเข้าทูน่าในสหรัฐฯ ที่ลดลงเหลือ 12.5% จาก 19% ช่วยลดแรงกดดันให้กับธุรกิจ ส่วนตลาดสหราชอาณาจักรได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าทูน่าจนถึงปี 2571 และยุโรปมีแนวโน้มปรับลดภาษีในช่วงกลางปี 2570


สำหรับเป้าหมายปี 2569 TU ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 4-6% หรือมีโอกาสแตะระดับใกล้ 140,000 ล้านบาท จากยอดขาย 132,000 ล้านบาทในปี 2568 พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไม่ให้ต่ำกว่า 20% อย่างยั่งยืน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ของธุรกิจหลักคาดว่าจะอยู่ไม่เกิน 14.5% ของยอดขาย และทยอยลดลงสู่ระดับประมาณ 13% ในระยะยาว ส่วนปี 2570 ตั้งเป้ายอดขายเติบโตในกรอบ 4-6% เช่นเดียวกัน


ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 TU มียอดขาย 35,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการเติบโตต่อเนื่อง 3 ไตรมาสติดต่อกัน กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 2,087 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.2% และกำไรสุทธิ 1,346 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20.4% ยืนเหนือระดับ 20% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2


สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมียอดขายเติบโต 4.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 20.4% และกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.97 บาท เพิ่มขึ้น 7.8% สะท้อนความคืบหน้าของกลยุทธ์ Strategy 2030 ทั้งด้านการเติบโตของยอดขายและการเพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยบริษัทยังคงเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายผลการดำเนินงานปี 2569 ได้ตามที่วางไว้

Most Viewed
Stock of the Day
ONSENS คงเป้ารายได้ปี 69 โต 10-15% ดัน KLAI จับมือแบรนด์เครื่องหอม SAN เสริมประสบการณ์ลูกค้า หนุนธุรกิจสปา
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
ส่อง 6 ธีมเด่น “โค้งสุดท้ายปี26”... ชูธีม “AI” ยังเป็น Megatrend ที่โดดเด่น !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
จับตา THAI กำไร Q3/69 ยังหดแรง แต่โบรกฯ เชื่อผ่านจุดต่ำสุด ลุ้นสงครามสงบ-ผู้บริหารชุดใหม่ หนุนหุ้นฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็นต่อการปรับปรุงหลักเกณฑ์ “การส่งเสริมการขาย” ของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Where to put your money
ทองคำดิ่งหลุด 4,000 ดอลลาร์ ร่วงกว่า 30% จากราคาสูงสุด เดือนม.ค. ถึงเวลาเก็บหรือยังลงได้อีก?
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us