OSP ราคาจากต้นปีร่วงกว่า -24.09% โบรกฯเสียงแตกทั้งแนะ“ซื้อ” และ “ยังไม่ถึงเวลาเข้าซื้อ” หวั่นผลงานครึ่งปีหลังจะชะลอตัว
กลุ่มธุรกิจอาหารเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตตามกำลังซื้อภายในประเทศ แต่สำหรับประเทศเมืองร้อนอย่างไทยธุรกิจกลุ่มเครื่องดื่มจึงเป็นที่นิยมชมชอบจากกลุ่มผู้บริโภคเป็นอย่างดี และไม่อาจให้หลุดพ้นสายตาจากนักลงทุนไทยหลายๆคน ที่ต้องการจะสร้างผลตอบแทนในการลงทุนจากโอกาสการเติบโตของธุรกิจดังกล่าว โดยหุ้นที่เข้าข่ายก็คงไม่พ้นบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP
แต่ในความเป็นจริงราคาหุ้นกลับเป็นที่สวนทางกลับปัจจัยข้างต้น โดยความเคลื่อนไหวของราคาตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(ณ วันที่ 10 ต.ค.65) ได้ปรับตัวลดลงหรือ -24.09% มาอยู่ที่ราคา 26 บาท ดังนั้นในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงอยากจะพานักลงทุนและผู้อ่านไปไขข้อสงสัยพร้อมกับคำแนะนำการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญให้แก่ผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้
โดยนักวิเคราะห์จากบล.กสิกรไทย ให้คำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 32.5 บาท ซึ่งเชื่อว่า OSP ซื้อขายในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งอย่าง CBG และเนื่องจาก OSP ได้มีการปรับเพิ่มราคาเครื่องดื่ม M-150 เป็น 12 บาท ขณะที่คู่แข่งออกโปรโมชั่นส่งเสริมการขายและไม่มีนโยบายปรับขึ้นราคาในเร็วๆ นี้
ทั้งนี้คาดว่าจะเห็นผลกระทบต่อกำไร OSP ในไตรมาส 3/65 ให้แตะระดับต่ำสุดของปี แต่จะมีสัญญาณที่ดีขึ้น เนื่องจากส่วนแบ่งการตลาดในเครื่องดื่มชูหยุดปรับลดลงและเริ่มทรงตัวในเดือนส.ค. 2565 โดยคาดว่าส่วนแบ่งการตลาดของเครื่องดื่มชูกำลังจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้น
สำหรับแนวโน้มกำไรครึ่งหลังของปี 2565 คาดว่ากำไรปกติไตรมาส 3/65 จะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากไตรมาส 3 เป็นช่วงนอกฤดูกาลขาย อัตรากำไรที่ลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 31-32% เทียบกับ 31.2% ในไตรมาส 2/65 และ 33.5% ในไตรมาส 3/64 และปริมาณการขายที่ลดลงในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นกลุ่มพรีเมียม
แต่คาดว่ากำไรไตรมาส 4/65 จะเพิ่มขึ้นจากไตมาสก่อนหน้าจากการเข้าช่วงไฮซีซั่นประกอบกับการฟื้นตัวของการบริโภคและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตามคาดว่ากำไรจะลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนจากการปรับลดประมาณการอัตรากำไรลงเป็น 31-32% เทียบกับ 34.6% ในไตรมาส 4/64
ส่วนกำไรทั้งปีได้มีการปรับลดประมาณการกำไรปี 2565-2567 เป็นลง 2.8 พันล้านบาท ,3.2 พันล้านบาท และ 3.4 พันล้านบาท ตามลำดับ ตามการปรับลดประมาณการรายได้ปี 2565-2567 ลง 3% และลดสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้น(GPM) ลงให้อยู่ในแนวทางอนุรักษ์นิยมมากขึ้น เพื่อสะท้อนราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นและการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ด้านนักวิเคราะห์จากบล.พาย ให้คำแนะนำ “ถือ” ด้วยมูลค่าพื้นฐานที่ 32 บาท พร้อมระบุว่า “ยังไม่ถึงเวลาเข้าซื้อ” เนื่องจากอัพไซต์ที่จำกัดต่อมูลค่าพื้นฐานและความเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดเนื่องจากการที่ผู้บริหารยังคงกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยม จึงมีน้ำหนักเชิงลบต่อภาพรวมผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังปี 2565
อย่างไรก็ดีสินค้า C-vitt ที่เป็นตัวชูโรงให้พอร์ตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของบริษัทโดยมีส่วนแบ่งการตลาดสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 44.6% ในไตรมาส 2/65 เชื่อว่าบริษัทจะยังคงสามารถรักษาสถานะผู้นำในตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพไปได้ต่อเนื่อง หนุนจากกระแสตอบรับที่ดีของ C-Vitt และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่ ๆ
ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทยปรับลดลงเหลือ 49.1% ในไตรมาส 2/65 หลังจากดำเนินกลยุทธ์การเปิดตัวผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยม(M150 ขวดละ 12 บาท) สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังปี 2565 ผู้บริหารยังคงดำเนินกลยุทธ์สินค้าพรีเมี่ยมและเปิดตัวสินค้าใหม่(M150 กลิ่นเทอร์ปีน ขวดละ 12 บาท) ในเดือน ก.ค. 2565
ทำให้ภาพรวมส่วนแบ่งการตลาดปรับดีขึ้นเล็กน้อยตั้งแต่ในช่วงต้นไตรมาส 3/65ถึงปัจจุบัน จากกระแสตอบรับที่ดีสำหรับ M150 กลิ่นเทอร์ปีน แต่อย่างไรก็ดีคาดว่ายอดขายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่แข็งแกร่งจะไม่สามารถชดเชยยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังที่ลดลงในประเทศได้
