Official Update :

STGT ถือตั้งแต่ต้นปี -63.31% โบรกฯแนะ “ขาย” - “หลีกเลี่ยง” กำไรยังไม่ผ่านจุดต่ำสุดซัพพลายถุงมือยางล้นอีก 2 ปี

บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ธุรกิจหุ้นถุงมือยาง ยังเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ยังต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่อย่างต่อเนื่อง จากความต้องการใช้ถุงมือที่ยังลดลงและซัพพลายส่วนเกินที่ล้นตลาดจนกดดันผลประกอบการของบริษัทซึ่งแรงกดดันดังกล่าวนอกจากจะสะท้อนไปยังผลประกอบการแล้ว ยังสะท้อนมาถึงราคาหุ้นที่ได้มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากตัวเลขของราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2565)ที่ติดลบไปกว่า 63.31% หรือลงมาอยู่ที่ 11.10 บาท


แต่คำถามสำคัญจากนักลงทุนที่ยังถือและกำลังมองหาโอกาสการลงทุนใน STGT จะต้องรับมือหรือเตรียมตัวเช่นไร ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงจะขอพาผู้อ่านและนักลงทุนไปไขข้อข้องใจดังกล่าว ผ่านมุมมองและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนกันในครั้งนี้


โดยนักวิเคราะห์จากบล.กสิกรไทย ให้คำแนะนา “ขาย” และ “หลีกเลี่ยงการลงทุนใน STGT จนกว่ากำไรจะผ่านจุดต่ำสุด เนื่องจากตลาดจะต้องใช้เวลา 2-3 ไตรมาสในการลดระดับสต็อกสินค้าลงท่ามกลางความต้องการที่ต่ำ ขณะนี้ผู้ผลิตถุงมือบางส่วนใหญ่กำลังเผชิญภาวะขาดทุน ซึ่งอาจทำให้บริษัทขนาดเล็กตัดสินใจออกจากตลาด


ขณะที่ ASP ปัจจุบันอยู่สูงกว่าระดับก่อนเกิด COVID -19 ประมาณ 5-10% แต่กำไรอาจได้รับผลกระทบจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ต่ำ เราจึงได้มีการปรับปีฐานการประเมินมูลค่าหุ้นจากกลางปี 2566 ไปเป็นสิ้นปี 2566  เพื่อสะท้อนถึงวัฏจักรขาลงจะส่งผลให้ราคาเป้าหมายของเราลดลงจาก 14.00 บาท เป็น 9.30 บาท


ซึ่งการปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2565 ,2566 และ2567 ของ STGT ลงเป็น 5.4% ,23.7% และ26.6% หรือ 2.41 พันล้านบาท ,1.43 พันล้านบาท และ1.69 พันล้านบาท ตามลำดับ เพื่อสะท้อนถึงความคาดการณ์ปริมาณการขายที่ลดลง โดยคาดว่าปริมาณการขายปี 2566 จะทรงตัวจากปี 2565 แม้ว่ากำลังการผลิตของ STGT จะเพิ่มขึ้น 18%จากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ยังลดการคาดการณ์ ASP ลงเล็กน้อยประมาณ 3% ทั้งกระดาน เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงประมาณ 7% จากราคาปิโตรเคมีและราคายางธรรมชาตที่ลดลง


ทั้งนี้ตลาดถุงมือยางจะยังคงมีอุปทานส่วนเกินจากกำลังการผลิตที่มากเกินไป หลังการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของบางบริษัทและอุปสงค์ที่อ่อนแอจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ อ้างอิงจาก Top Glove Corporation BHD ซึ่งเป็นผู้ผลิตถุงมือรายใหญ่ที่สุดในโลก ที่ได้เลื่อนแผนขยายกำลังการผลิตไปอีก 2 ปี ไปเป็นปี 2567-68 แทนที่จะเป็นปี 2565-66


แต่ผู้ผลิตรายเล็กกว่ารวมถึง STGT ยังคงมีแผนขยายกำลังการผลิตอยู่ แม้ว่าจะปรับลดลงจากแผนเดิมบ้างแล้วก็ตาม ซึ่งจะทำให้สถานการณ์อุปทานเกินตลาดดำเนินต่อไปในอีก 2 ปีข้างหน้า จึงคาดว่า ASP จะลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงระดับก่อนเกิด COVID-19 และปริมาณการขายจะยังคงอ่อนแอต่อไปในอนาคต

Wealth Guy

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม