PIN รับผลดีเมื่อไทยเป็นศูนย์กลาง EV ช่วยดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เข้านิคมฯ ปิ่นทอง 6

หุ้นกลุ่มนิคมกำลังถูกจับตาอีกครั้ง ล่าสุดเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ภาพรวมทั้งปี 65 ประเมินจะมีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมประมาณ 6 แสนล้านบาท และตั้งเป้าปี 66 มีมูลค่าสูงกว่า 6 แสนล้านบาท


ขณะที่มาตรการสนับสนุนการตั้งไทยเป็นฐานการผลิต EV เริ่มเห็นผลบวกมากขึ้น นอกจากนี้ภายหลังภาครัฐการเปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนของนักลงทุนไทยและต่างชาติที่มีโอกาสลงทุนเพิ่มขึ้น โดยปัจจัยเหล่านี้ย่อมส่งผลบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม


ขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมามีค่ายรถยนต์เข้ามาตั้งฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาตั้งโรงงานผลิตเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน ทั้งกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน อะไหล่ รวมถึงแบตเตอรี่ สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า จึงเป็นโอกาสของ บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ PIN


เพื่อนำศักยภาพโครงการนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 6 ที่มีพื้นที่รวมกว่า 1,500 ไร่ ซึ่งมีความโดดเด่นในด้านทำเลที่ตั้งในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก หรือ EEC และใกล้กับโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และมีการบริหารจัดการโครงการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมรอบด้าน รองรับความต้องการผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ EV เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียน


นอกจากนี้ PIN ยังประเมินว่า ในอีก 1- 3 ปีข้างหน้า จะเห็นผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยอีกเป็นจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสของ PIN นำเสนอโครงการนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 6 เข้าไปรองรับกับเม็ดเงินลงทุนของผู้ประกอบการกลุ่มนี้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย ซึ่งส่งผลดีต่อการดำเนินงานของ PIN ที่จะทำยอดขายจากการขายที่ดินได้เพิ่มขึ้นในอนาคต


อย่างไรก็ตามแม้ล่าสุดจะรายงานกำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 2565 ออกมามีกำไรสุทธิ 94.91 ล้าบาท ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 99.30 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 416.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


แต่หากเข้าสำรวจตัวเลขยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ระหว่างการโอนกรรมสิทธิ์แก่ลูกค้าประมาณ 48 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรม PIN6 ที่จะทยอยโอนในช่วงครึ่งปีหลัง แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีขึ้น และอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าที่จะทยอยปิดดีลได้อีกประมาณ 100 ไร่ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจาอีก 200 ไร่ ทำให้บริษัทมีความมั่นใจว่าจะผลักดันยอดขายที่ดินปีนี้เติบโตตามแผน


และอีกหนึ่งแผนงานต้องพูดถึง คือ การผลักดันรายได้ประจำ (Recurring Income) เพื่อสร้างความมั่นคงของรายได้ประจำและสม่ำเสมอ มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้ของกลุ่มธุรกิจ Recurring Income เป็น 50% ของรายได้รวมภายในปี 2568 โดย PIN ได้เริ่มดำเนินการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เช่น โครงการบำบัดน้ำเสียที่มีการจัดทำห้องตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ


และลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงโครงการโลจิสติกส์ พาร์ค แห่งใหม่ ที่จัดสรรพื้นที่สร้างอาคารโรงงานและคลังสินค้าให้เช่า เป็นเขตปลอดอากร (Free Zone) กว่า 200,000 ตารางเมตร  


สำหรับแผนลงทุนติดตั้งระบบ Solar Rooftop บนหลังคาโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 1-5 พื้นที่รวม 1.3 ล้านตารางเมตร และโครงการติดตั้ง Solar Farm ลอยน้ำ ในบ่อน้ำของนิคมฯ เนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้า 80 เมกะวัตต์ ใช้งบลงทุน 1.6 พันล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวตั้งแต่ไตรมาส 1/2566 ส่งผลดีต่อรายได้จากการให้บริการสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น


สำหรับ PIN เป็นผู้ให้บริการนิคมอุตสาหกรรมขนาดกลางในประเทศไทย ที่ให้บริการมากว่า 25 ปี ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐ ได้แก่ โครงการ EEC และ มาตรการอื่นๆ ทั้ง ในเรื่องระบบภาษีและการปรับแก้ไขกฎระเบียบเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจากปัจจัยข้างต้นแสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตของนิคมฯ ปิ่นทอง เนื่องจากมีทำเลอยู่ในเขต EEC และใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง รวมถึงมีระบบโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครอบคลุม ด้วยเหตุนี้นิคมฯ ปิ่นทองจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของนักลงทุนมาโดยตลอด