Official Update :

ส่องแนวโน้มอนาคตกำไร BTS-BEM เมื่อจำนวนผู้โดยสารกำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ธุรกิจการขนส่งมวลชนสาธารณะแบบระบบรางอย่างรถไฟฟ้า เป็นกลุ่มที่มีความต้องการใช้เป็นอย่างมากโดยเฉพาะกลุ่มคนในเมืองที่ต้องการความรวดเร็วในช่วงเวลาเร่งด่วน แต่อย่างที่กันว่าช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เกิดการล็อกดาวน์ประเทศ


ที่เป็นปัจจัยหลักและส่งผลให้การเดินรถต่อเที่ยวในแต่ละวันมีความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนระยะเวลาในการเดินรถลง จนปัจจัยกดดันดังกล่าวสะท้อนมายังผลประกอบการของทั้ง 2 บริษัทไม่ว่าจะเป็น บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM


แต่ในปี 2565 ที่ภาพรวมของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปและกิจกรรมต่างๆที่เริ่มกลับมาจัดได้ปกตินั้น หุ้น 2 ตัวนี้จะกลับมามีความน่าสนใจและผลประกอบการจะฟื้นตัวได้หรือไม่ ทาง Wealthy Thai จึงจะขอพาผู้อ่านไปหาคำตอบและคำแนะนำกันในวันนี้


โดยบทวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดการณ์ผลประกอบการของ BEM  ในไตรมาส 3/65 จะว่ามีรายได้อยู่ที่ 3.6 พันล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า 11.3% และเติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน 68.6% ส่วนกำไรสุทธิจะอยู่ที่ 802 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า 26.5% และเติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน 883.5%


ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ที่คลี่คลายส่งผลให้กิจกรรมการเดินทางทั้งในทางด่วนและรถไฟฟ้าฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญสะท้อนจากการรายงานปริมาณผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าในช่วงไตรมา 3/65 ที่ 1.07 ล้านเที่ยวต่อวันและ 3.12 แสนเที่ยวต่อวัน


ซึ่งฟื้นตัวเข้าใกล้กับช่วงปี 2562 ก่อนเกิดการระบาด COVID-19 ที่มีปริมาณผู้ใช้เฉลี่ย 1.15 ล้านรายต่อวัน และ 3.36 แสนรายต่อวัน หนุนจากการกลับมาเปิดการเรียนการสอนในลักษณะ On-site และการยกเลิกมาตรการ WFH ของบริษัทภาคเอกชน


แม้จะคาดว่าปริมาณผู้ใช้ทางด่วนอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในเดือนตุลาคม 2565 จำกัดการเติบโตในระยะสั้น แต่ปริมาณการผู้ใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินในช่วงไตรมาส 4/65 คาดฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการยกเลิกมาตรการ WFH, การเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ


ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหนุนจำนวนผู้ใช้ต่างชาติรวมถึงการเปิดให้บริการศูนย์ประชุมสิริกิติ์ในวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา หลังการปรับโฉมเป็นระยะเวลาร่วม 3 ปี โดยมีพื้นที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 5 เท่า คาดเป็นหนึ่งในสถานีหลักของสายสีน้ำเงินที่จะช่วยเร่งการจราจรตั้งแต่ไตรมาส 4/65 เป็นต้นไป และคาดจำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเฉลี่ยในไตรมาส 4/65 จะแตะระดับ 3.6-3.7 แสนเที่ยว/วัน


ส่วนกำไรปกติปี 2565 และ 2566 ได้มีการปรับลดประมาณการลง 12.6% และ 7.5% เป็น 2.5 พันล้านบาทและ 3.8 พันล้านบาทตามลำดับ สาเหตุหลักมาจากการปรับสมมติฐานจำนวนผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าจากผลกระทบของปัจจัยมหภาคคือสถานการณ์เงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น


ดังนี้คงคาดการณ์จำนวนผู้ใช้ทางด่วนเฉลี่ยในปี 2565 เท่าเดิมที่ 1.02 ล้านเที่ยวต่อวัน แต่ปรับลดคาดการณ์ปี 2566 ลงจาก 1.18 ล้านเที่ยวต่อวันเป็น 1.16 ล้านเที่ยวต่อวัน และปรับเพิ่มคาดการณ์จำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้าปี 2565และ66 จากเดิมที่ 2.58 แสนเที่ยวต่อวันและ 3.74 แสนเที่ยวต่อวัน เป็น 2.69 แสนเที่ยวต่อวันและ 4.18 แสนเที่ยวต่อวัน


แต่อย่างไรก็ดียังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับเพิ่มราคาเหมาะสมเป็น 11.50 บาท แม้ผลประกอบการปี 2565 ยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด COVID-19 แต่คาดจำนวนผู้ใช้ทางด่วนกลับเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงสิ้นปี 2566 ขณะที่จำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้าจะเริ่มเห็นศักยภาพการเติบโตที่แท้จริงหนุนจากการเปิดให้บริการแบบครบวงและการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ


สำหรับอัพไซต์สำคัญในระยะสั้นคือโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างขออนุมัติจากการประชุมผู้ถือหุ้น (EGM) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 ประกอบกับการรอการทบทวนคำขอสำหรับข้อเสนอ (RFP) และเงื่อนไขภายใต้สัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งคาดการเซ็นสัญญาโครงการสายสีส้มจะแล้วเสร็จภายในช่วงสิ้นปี 2565 และเบื้องต้นจะคิดเป็นอัพไซต์ต่อราคาเหมาะสมที่ระดับ 1.50-2.00 บาท/หุ้น ที่ยังไม่รวมในประมาณการ


ด้านบทวิเคราะห์ของบล.กรุงศรี คาดการณ์ผลประกอบการของ BTS ในงวดปี 66 (เม.ย.65-มี.ค.66) คาดว่าผลประกอบการมีแนวโน้มจะฟื้นตัวขึ้นจากเมื่อสองปีที่ผ่านมาที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยจะมีรายได้อยู่ที่ 3.32 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 3.11 พันล้านบาท


ส่วนประเด็นที่ผู้ว่าฯ กทม.จะเสนอสภากทม.ให้พิจารณาสาม วาระเกี่ยวกับรถถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยวาระแรกคือการเริ่มเก็บค่าโดยสาร 15 บาท/เที่ยวสำหรับสายสีเขียวส่วนต่อขยายทิศเหนือ (จากหมอชิต-คูคต) และทิศใต้ (แบริ่ง-สมุทรปราการ)


หาก สภา กทม. เห็นชอบตามข้อเสนอนี้ก็จะเริ่มเก็บค่าโดยสารตามอัตราใหม่นี้ได้ภายในหนึ่งเดือน (ธันวาคม 2565 หรือ มกราคม 2566) วาระที่สองคือการไม่ตกลงต่อสัญญาสัมปทานออกไปอีก 30 ปีจากเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2572 เป็นเดือนธันวาคม 2602 ซึ่งวาระนี้เป็นการตอบกระทรวงมหาดไทยในประเด็นที่ กทม. ต้องการขยายสัญญาสัมปทานให้กับ BTS เพื่อแลกกับหนี้ก้อนใหญ่ที่เกิดจากการก่อสร้างสายสีเขียวส่วนต่อขยายทิศเหนือและใต้ ซึ่งในกรณีนี้ ผู้ว่า กทม. อยากเห็นการเปิดประมูลใหม่หลังสิ้นสุดสัมปทานในปี 2572 ส่วนวาระที่สาม ผู้ว่า กทม. จะเสนอให้รัฐบาลให้เงินอุดหนุนต้นทุนค่าก่อสร้างงานโยธาของส่วนต่อขยาย(ทั้งด้านเหนือและใต้) 5.8 หมื่นล้านบาทแทนที่จะเป็นภาระของ กทม.


มองว่าการเคลื่อนไหวของผู้ว่า กทม. เป็นบวกกับ BTS ทั้งในเชิงของภาวะตลาดและปัจจัยพื้นฐาน โดยการเริ่มเก็บค่าโดยสารสายสีเขียวส่วนต่อขยายจะทำให้สถานการณ์ด้านกระแสเงินสดของ BTSดีขึ้นทันที ทั้งนี้ BTS ได้เริ่มเดินรถสายสีเขียวส่วนต่อขยายมาตั้งแต่ปี 2562 แล้ว และแบกต้นทุนการดำเนินงานมาตลอดโดยไม่ได้รับรายได้จาก กทม. เลย


โดยคาดว่าBTS จะได้รับค่าบริการ O&M 4.6 พันล้านต่อปี (หรือ 387ล้านบาทต่อเดือน)จากการเก็บค่า โดยสารของ กทม. นอกจากนี้ กทม. ยังค้างชำระ BTSในส่วนของบริการ O&M และงาน E&Mในอดีตอยู่อีก 3.1 หมื่นล้านบาท ซึ่ง กทม. จะต้องหาวิธีชำระหนี้ก้อนนี้ การที่ BTS ได้รับเงิน ก้อนนี้จะทำให้บริษัทสามารถชำระหนี้ได้ และลดสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนลงเหลือ 1.6 จาก 2.4 ซึ่งในกรณีที่ไม่มีการขยายสัมปทานหลังปี 2572 เชื่อว่ากทม.จะเปิดประมูลสายสีเขียวใหม่ และต้องชดเชยสัญญา O&M ซึ่งครอบคลุมไปจนถึงปี 2585 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาทให้กับ BTS


สำหรับคำแนะนำยังคงแนะนำ “ซื้อ” และคงราคาเป้าหมายเอาไว้ที่ 11.30 บาท เนื่องจากเชื่อว่าราคาหุ้น BTS ในปัจจุบันสะท้อนข่าวร้ายไปเกือบหมดแล้ว ซึ่งรวมถึงความกังวลด้านกฎเกณฑ์ ทางการที่เกี่ยวกับ กทม. และ KT ด้วย ทั้งนี้คาดว่าผลประกอบการมีแนวโน้มจะฟื้นตัว ขึ้นจากเมื่อสองปีที่ผ่านมาที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19


Wealth Guy

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม