POLY เปิดเทรดวันแรกราคาต่ำจอง 1.47% นำเงินไอพีโอขยายโรงงาน-ลงทุนเครื่องจักร โบรกฯมองธุรกิจกำลังโต ให้ราคาเป้าหมาย 8.24 – 8.50 บาท
รายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้นของบริษัท โพลีเน็ต จำกัด (มหาชน) หรือ POLY ที่ได้เปิดการซื้อขายวันแรกบนกระดานตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย โดยเปิดราคาที่ 6.70 บาท ลดลงจากราคาจองซื้อ 1.47% หรือ 0.10 บาท จากราคาไอพีโอ 6.80 บาท
นางกาญจนา เหลารัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โพลีเน็ต จำกัด (มหาชน) หรือ POLY เปิดเผยว่า การเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนจำนวนประมาณ 785 ล้านบาท (หลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง) เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ 370 ล้านบาท ใช้สำหรับจ่ายคืนหนี้สินเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 320 ล้านบาท และใช้สำหรับลงทุนในโครงการขยายโรงงานและลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม 95 ล้านบาท ตามโครงการในอนาคต เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มศักยภาพในการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป
ขณะที่บล.พาย ประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 66 ที่ 8.24 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธี PE multiple ที่ระดับ 19X ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของกลุ่มยานยนต์ โรงพยาบาลและบรรจุภัณฑ์ โดยเป็นมูลค่าเหมาะสมสำหรับปี 66 ซึ่งเป็นปีแรกที่จะได้รับผลดีจากคำสั่งซื้อใหม่ที่เข้ามาเต็มปีในส่วนของงานชิ้นส่วนยานยนต์
โดยคาดว่าผลประกอบการของ POLY จะเห็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีข้างหน้า (65-67) หลังจากรับรู้คำสั่งซื้อใหม่จากลูกค้ากลุ่มยานยนต์ประเภทพลาสติกและลูกค้าสินค้าอุปโภคประเภทถุงซิลิโคนใส่อาหาร โดยคาดกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 26% จากระดับ 121 ล้านบาทในปี 64 , เป็น 159 ล้านบาทในปี 65 ,200 ล้านบาท ในปี 66 และ 242 ล้านบาทในปี 67 ขณะที่รายได้คาดไว้ที่ 1,148 ล้านบาท ในปีนี้ ก่อนเพิ่มเป็น 1,628 ล้านบาท ในปี 66
ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินมูลค่าโดยใช้ P/E Multiple ที่ระดับ 20 เท่า ได้ราคาเหมาะสมปี 66 ที่ 8.50 บาท เลือกใช้วิธี P/E ในการประเมินมูลค่าเหมาะสม โดยเปรียบเทียบกับบริษัทที่ประกอบธุรกิจคล้ายคลึงกับ POLY ทีจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET และ mai ซึ่งอยู่ในกลุ่มยานยนต์และสินค้าอุตสาหกรรม โดยคัดเลือกเฉพาะบริษัทที่มีกลยุทธ์ในการกระจายความเสี่ยงไปยังอุตสาหกรรมอื่นฯ ที่มีการเติบโตสูงกว่ากลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ เช่นเดียวกับ POLY อย่าง TRV, PJW (ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอุปโภคบริโภค และอุปกรณ์ทางการแพทย์)
ขณะที่บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ว่า POLY มีความน่าสนใจ เนื่องจากบริษัทกำลังอยู่ในช่วงของการขยายตัวและลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการในตลาด เราคาดผลประกอบการในช่วง 3 ปีข้างหน้า(ปี 2565-2568) กำไรเฉลี่ย CAGR เติบโตที่ 18.0% และหากอิงสมมติฐานเงินปันผลตามนโยบายของบริษัทที่ 40% คาดยีลด์ปันผลปี 2565 และปี 2566 ที่ 1.7% และ 2.5% พร้อมกับประเมินมูลค่าพื้นฐานในปี 2566 ที่ 8.50 บาท อิงวิธี PE Multiple ที่ 16.0x
สุดท้าย บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า POLY มีจุดเด่นคือความสามารถในการผลิตแบบครบวงจรตั้งแต่การออกแบบจนถึงการผลิตสินค้า และผลิตสินค้าจากวัตถุดิบได้หลายประเภททั้งยาง พลาสติก และซิลิโคน ต้นทุนน้ำมันที่สูงในช่วงครึ่งปีแรกซึ่งอาจกระทบอัตรากำไรขั้นต้นอยู่บ้าง แต่คาดว่ากำไรปี 2565 จะยังคงเติบโต 25% และเร่งตัวขึ้น 34% ในปี 2566 จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น และคาดจะเติบโต 15%ในปี 2567 คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย 24% CAGR (2565-2567) ประเมินราคาเป้าหมาย 8.50 บาท (Finansia เป็นผู้จัดจำหน่ายฯ)
