6 เหตุผลที่ควรสะสมหุ้น PTT ในวันที่ปลดล็อคความกังวล OR แล้ว
การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน บนความคาดหวังของการฟื้นตัวเศรษฐกิจของโลก หลังจากการระบาดของ COVID-19 เริ่มส่งสัญญาณคลี่คลาย ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักกันอีกครั้ง ประกอบกับสต็อคน้ำมันดิบลดลง สวนทางกับที่ตลาดคาดเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบยังคงได้แรงหนุนจากการตัดลดกำลังการผลิตของ OPEC+ โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบีย (ผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 ใน OPEC) ได้ปรับลดกำลังการผลิต 1 ล้านบาร์เรล/วัน
ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าว ย่อมส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นที่ประกอบธุรกิจด้านพลังงานอย่าง “น้ำมัน” ซึ่งเบอร์หนึ่งของประเทศไทยคงหนีไม่พ้น PTT หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หลังจากก่อนหน้านนี้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และเมื่อราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น หรือลดลง ก็ย่อมส่งผลต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยอย่างมาก
สำหรับ PTT ดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีครบวงจร โดยผ่านธุรกิจที่ดำเนินงานเองและธุรกิจที่ลงทุนผ่านบริษัทในกลุ่ม ได้แก่ การสำรวจและผลิต จัดหาและจัดจำหน่าย ขนส่ง และแยกก๊าซธรรมชาติ ดำเนินกิจการค้าระหว่างประเทศสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันและปิโตรเคมี และมีการลงทุนในธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีในประเทศ และดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ
ความน่าสนใจของ PTT ถือเป็นบริษัทที่กระจายความเสี่ยงได้ดี ด้วยการลงทุนหลากหลายธุรกิจ โดยบริษัทย่อยที่ PTT ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบด้วย PTTEP ประกอบธุรกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ธุรกิจขนส่งก๊าซทางท่อในต่างประเทศ และการลงทุนในธุรกิจต่อเนื่อง
GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจพลังงานไฟฟ้าของกลุ่มปตท. TOP เป็นผู้ประกอบธุรกิจการกลั่น และจำหน่ายนํ้ามันปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย IRPC ดำเนิน ธุรกิจปิโตรเลียม ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจท่าเรือและถังเก็บผลิตภัณฑ์ และธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สิน PTTGC แกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ รวมทั้ง TIP ประกอบธุรกิจ ประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance) และธุรกิจการลงทุน
สุดท้าย OR ไอพีโอสุดฮอตที่เตรียมลงสนามเทรดในเดือนก.พ.นี้ โดยถือเป็นบริษัทค้าปลักน้ำมันรายใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งการเข้าตลาดหุ้นของ OR ถือเป็นแรงกังวลต่อแรงขายปรับพอร์ตในหุ้นกลุ่มพลังงาน เพื่อเตรียมเงินรอซื้อหุ้น OR ในช่วงที่ผ่านมาอีกด้วย ซึ่ง PTT น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น
“ประเด็นความกังวลแรงขายปรับพอร์ตในหุ้นกลุ่มพลังงาน เพื่อเตรียมเงินรอซื้อหุ้นOR นั้น ประเมินว่าได้ตอบรับในราคาหุ้นระดับหนึ่งแล้ว เนื่องจากวันที่จองซื้อของนักลงทุนสถาบัน Active Fund อยู่ระหว่าง 3-5 ก.พ. 2564 (ซึ่งต้องเตรียมเงินก่อนหน้า 2 วัน ดังนั้นวันสุดท้ายที่ซื้อคือ 5 ก.พ. 2564 ต้องเตรียมเงินเสร็จตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2564) จึงเหลือเพียงแรงกดดันจาก Passive Fund ที่จะปรับพอร์ตหลัง OR ถูกคัดเข้าดัชนี SET50-100 Fast Track โดยคาดจะมีเม็ดเงินเพียง 1,400 ล้านบาท เท่านั้น” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัดกล่าว
พร้อมยังบอกอีกว่า หุ้นน้ำมันยัง Laggard ราคาน้ำมันดิบ โดยราคาน้ำมันดิบโลกโดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ขึ้น 12.9% ที่ระดับ 58.46 เหรียญฯ เนื่องจากมีปัจจัยหนุนครบทั้งฝั่ง Supply และ Demand ดังนี้ ฝั่ง Supply สถาบันสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) รายงานสต็อคน้ำมันดิบลดลง 9.94 แสนบาร์เรล สวนทางกับที่ตลาดคาดเพิ่มขึ้น 4.46 แสนบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบยังคงได้แรงหนุนจากการตัดลดกำลังการผลิตของ OPEC+ ที่ส่วนใหญ่เป็นไปตามข้อตกลงไว้ โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบีย (ผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 ใน OPEC) ปรับลดกำลังการผลิต 1 ล้านบาร์เรล/วัน และให้คำมั่นว่าจะทำต่อไปใน เดือน ก.พ. - มี.ค. 2564 รวมถึงรายงานล่าสุดของ OPEC+ ที่คาดการณ์ว่าสต็อกน้ำมันดิบโลกจะลดลงสู่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปีภายในเดือน มิ.ย. 2564
ฝั่ง Demand ได้แรงหนุนจากความคาดหวังจากเศรษฐกิจโลก และสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ที่เริ่มลดลงหลังการฉีดวัคซีน, ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณฟื้นตัว ล่าสุด การจ้างงานนอกภาคเกษตร (ADP) ของสหรัฐ เดือน ม.ค. 2564 เพิ่มขึ้น 1.74 แสนตำแหน่ง สูงกว่าตลาดคาด 4.9 หมื่นตำแหน่ง รวมไปถึงความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ วงเงิน 1.9 ล้านล้านเหรียญที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์นี้
ดังนั้นในภาพรวมประเมินราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นแรงถือเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นในกลุ่มน้ำมันทั้ง PTTEP โดยให้ราคาเป้าหมาย 118.00 บาท และ PTT โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 48.5 บาท ซึ่งสวนทางกับทิศทางราคาหุ้นซึ่ง Laggard ราคาน้ำมันดิบค่อนข้างมาก
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า ขณะนี้ยังแนะนำ ซื้อ PTT โดยให้มูลค่าหุ้น PTT ที่ประเมินด้วยวิธี SOTP เพิ่มขึ้นเป็น 50 บาท (เดิม 46.50 บาท) และให้เลือกเป็นหุ้น Top pick ในกลุ่มพลังงาน
ด้วยเหตุผลหลัก 6 ข้อ คือ 1.ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบฟื้นตัว, 2.อุปสงค์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนก๊าซลดลง, 3.ปริมาณขายก๊าซเพิ่มขึ้นในระยะยาว โดยโครงการโรงไฟฟ้าที่เมียนมา 600 MW เป็นโครงการหนึ่งที่ช่วยหนุน, 4.สเปรดปิโตรเคมีแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสายโอเลฟินส์, 5.มูลค่าเงินลงทุนสูงขึ้นเมื่อนำ OR เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ, 6.มีการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจดี
ดังนั้น คาดการณ์กำไรสุทธิปี 64 เพิ่มขึ้นจากเดิม +7% ส่วนปี 65 เพิ่มขึ้นจากเดิม +8% ซึ่งสะท้อนการปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบ BRENT ปี 64 เป็น 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เดิม 45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) จึงปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิปี 64/65 ขึ้นสะท้อนสมมติฐานราคาน้ำมันดิบใหม่ดังกล่าว

