กองทุน “Short Sell” หุ้นไทย ไม่กลัว “Short Squeeze” หลังรายย่อยทำอะไรไม่ได้ เหตุมีกฎป้องกัน

กระแสรายย่อยตอบโต้กลับกองทุนประเภทเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ยังคงมีต่อเนื่อง หลังจากที่ก่อนหน้านี้กองทุนได้ทำธุรกรรม Short Sell หุ้น "Game Stop" ในตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งทำให้ราคาตกต่ำเรี่ยดินสุดๆ จากนั้นนักลงทุนรายย่อยได้รวมตัวกันเข้ารุมซื้อด้วยวิธีการที่เรียกว่า Short Squeeze หรือไล่ซื้อหุ้นที่ถูก Short Sales มากๆ เพื่อแสดงการตอบโต้ต่อกองทุน จึงทำให้กองทุนประเภทเฮดจ์ฟันด์ หน้าหงายขาดทุนกันไปตามๆกัน


แต่อย่างไรก็ตามหากมองย้อนมายังตลาดหุ้นไทยมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดเหตุการณ์หุ้นที่โดยกองทุนธุรกรรม Short Sell แบบหนักๆ และจะเกิดการ "Short Squeeze" จากนักลงทุนรายย่อยในเมืองไทย ซึ่งทาง Wealthy thai ได้หาคำตอบให้กับนักลงทุนไปแล้วในบทความนี้ "https://www.wealthythai.com/web/contents/WT210200004" สามารถกลับไปดูข้อมูลรายละเอียดย้อนหลังกันได้ 


ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมากองทุนยังคงทำธุรกรรม Short Sales หุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันวันที่ 3 ..64 นักลงทุนประเภทกองทุน ทำธุรกรรม Short Sell หุ้นไทย 5 อันดับแรก คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 19,000 ล้านบาท 


สำหรับ 5 หุ้นอันดับแรกที่ถูกกองทุน Short Sell มากที่สุดได้แก่ 1.PTT โดยมีมูลค่าการขายชอร์ต จำนวน  5,088,591,100 บาท โดยปริมาณหุ้นที่ขายชอร์ตอยู่ที่ 124,139,500 หุ้น คิดเป็น 5.83% เมื่อเทียบกับการซื้อขายแบบปกติ


2.KBANK-R โดยมีมูลค่าการขายชอร์ต จำนวน 4,380,891,900 บาท ซึ่งปริมาณหุ้นที่ขายชอร์ตอยู่ที่ 35,128,300 หุ้น คิดเป็น 5.75% เมื่อเทียบกับการซื้อขายแบบปกติ อันดับที่ 3. GPSC-R มีมูลค่าการขายชอร์ต จำนวน 3,551,563,425 บาท ซึ่งปริมาณหุ้นที่ขายชอร์ตอยู่ที่ 43,649,900 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 5% หากเทียบกับการซื้อขายแบบปกติ


4 KBANK มีมูลค่าการขายชอร์ต จำนวน 3,445,922,500 บาท มีปริมาณหุ้นที่ขายชอร์ตอยู่ที่ 28,039,800 หุ้น คิดเป็น 4.59%  เมื่อเทียบกับการซื้อขายแบบปกติ และอันดับที่ 5. EA-R มีมูลค่า การขายชอร์ต จำนวน 3,424,535,350 บาท ซึ่งปริมาณหุ้นที่ขายชอร์ตอยู่ที่ 53,685,700 หุ้น คิดเป็น 3.90%  หากเทียบกับการซื้อขายแบบปกติ


ประเด็นชวนคิดจาก
 ...


ก่อนหน้านี้ ก... ได้กล่าวถึงเคสของ หุ้น "Game Stop" กรณีนี้ มีประเด็นน่าสนใจว่า กลไก เครื่องมือ หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในปัจจุบันยังมีช่องว่าง มีความไม่เท่าเทียม หรือก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกลุ่มผู้ลงทุนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น GameStop เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากและรวดเร็ว โดยไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ยังอาจสะท้อนให้เห็นช่องว่างของกลไกการซื้อขายในตลาด ที่เปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ลงทุนต่าง ๆ ใช้ตลาดหุ้นเป็นเครื่องมือในการซื้อขายให้เป็นไปในทิศทางที่ตนเองต้องการได้โดยง่าย อันกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกลไกตลาดโดยรวม จึงมีประเด็นชวนคิดดังนี้


ประเด็นแรก การขายชอร์ตในจำนวนที่มากจนเปิดโอกาสให้มีช่องทางในการซื้อขายที่ส่งผลต่อราคาหุ้น หากไม่กำหนดกฎเกณฑ์และการกำกับดูแลให้เหมาะสม อาจจะทำให้เกิดกรณีไม่สามารถซื้อหุ้นคืนได้ในเวลาอันสั้น จากการเก็บสะสมหุ้นไว้ของผู้ลงทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (short squeeze) เช่นเดียวกับกรณีหุ้น GameStop


ทั้งนี้หากพิจารณาเครื่องมือในการกำกับดูแลที่ผ่านมาในบ้านเรา หลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้ต้องเป็นหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องโดยอยู่ใน SET 100 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือ market cap สูง เฉลี่ย 3 เดือน ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท มีการกำหนดปริมาณการให้ยืมสูงสุดที่ บล. สามารถให้ยืมได้เมื่อเทียบกับเงินกองทุนของ บล. เป็นต้น ซึ่งกฎเกณฑ์ดังกล่าวก็จะช่วยป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะ GameStop ได้ในระดับหนึ่ง โดยในส่วนของสหรัฐอเมริกา ไม่ได้มีข้อห้ามในการขายชอร์ตเช่นกัน แต่อาจมีรายละเอียดของกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องแตกต่างกันไป


ประเด็นที่สอง การเผยแพร่ข้อความใน social media ในลักษณะชักชวนให้เข้าไปซื้อขายหลักทรัพย์ จนส่งผลให้ผู้ลงทุนจำนวนมากเข้าไปซื้อขายและส่งผลกระทบให้สภาพการซื้อขายของหลักทรัพย์นั้นผิดไปจากสภาพปกติ โดยที่ไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ เป็นกรณีที่ต้องระมัดระวัง  เนื่องจากในการกระทำต่าง ๆ ควรมีความเหมาะสม คำนึงถึงเหตุและผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาลงทุนต่าง ๆ ควรคำนึงถึงคุณค่าและความเสี่ยงของหลักทรัพย์ เช่น ปัจจัยพื้นฐาน โอกาสในการเติบโตและการทำกำไรของบริษัท 


ดังนั้น ราคาที่จะซื้อจะขายจึงควรจะสอดคล้องกับมูลค่าของหลักทรัพย์นั้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ การกระทำในลักษณะดังกล่าว ยังอาจสร้างความไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนโดยรวม ซึ่งในกรณีนี้กฎหมายและกฎเกณฑ์ของทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย ก็มีกำหนดไว้เพื่อการกำกับดูแล โดยกรณีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็มีกฎเกณฑ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการกำกับดูแลกรณีดังกล่าวได้


ประเด็นที่สาม การให้บริการของโบรกเกอร์ หรือ platform (ตัวกลาง) ที่เกี่ยวข้อง ควรมีบทบาท ขอบเขต หรือมีการให้คำแนะนำ และยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างไร โดยในส่วนของการกำกับดูแลตัวกลางทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย จะมีหลักการในทำนองเดียวกัน ที่กำหนดให้ตัวกลางซึ่งเป็น


ผู้ประกอบธุรกิจมืออาชีพ ต้องให้บริการแก่ผู้ลงทุนอย่างเท่าเทียมกัน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน มีความเข้าใจในความเสี่ยงของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอกับผู้ลงทุน ให้คำแนะนำและเปิดเผยข้อมูลสำคัญ ๆ อย่างเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน เช่น ในกรณีที่หุ้นมีราคาปรับตัวสูงขึ้นโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ โบรกเกอร์ก็ควรมีบทบาทในการให้คำแนะนำที่เหมาะสมเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว


ทั้งนี้ ในกรณีที่ตัวกลางเป็นเพียง online platform ซึ่งไม่มีบริการด้านการให้คำแนะนำ ก็ต้องมีระบบงานที่ทำให้มั่นใจได้ว่า การส่งคำซื้อขายของลูกค้าที่ผ่าน platform ตนเอง เป็นไปอย่างเป็นธรรม มีระบบ ระเบียบ เรียบร้อย ไม่เกิดผลกระทบต่อผู้ลงทุนและตลาดโดยรวม และหากมีพฤติกรรมการส่งคำสั่งไม่เหมาะสม ควรมีกลไกหรือบทบาทในการยับยั้ง โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ลงทุนและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของตลาดทุนโดยรวม

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่

Most Viewed
Where to put your money
รู้หรือไม่? “SpaceX” ไม่ได้ถูกตีค่าในฐานะบริษัทจรวด... แต่ถูกตีค่าในฐานะ “ผู้ถือกุญแจสู่อนาคต” !!!
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
GULF ตอกย้ำความเชื่อมั่นระดับสากล ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ร่วมในต่างประเทศ มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“บล.ดาโอ” ลั่นจุดยืนเป็น “Wealth Management” ชูจุดเด่น “One-Stop Financial Service”… เล็งขยายฐาน “ลูกค้าต่างจังหวัด” พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1.6 พันลบ. เพิ่มขึ้น 25% !!!
เมื่อ 15 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
SET เสี่ยงพักฐานช่วงสั้น AI-OPEC กดดันตลาด แนะเลี่ยงหุ้นอิงปัจจัยต่างประเทศ ชูแบงก์-โรงพยาบาล-ท่องเที่ยวเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
CNN เผยรายชื่อวิทยากรที่ตบเท้าเข้าร่วมงานเสวนาระดับโลก Global Perspectives: In Bangkok ที่จัดขึ้นครั้งแรกในกรุงเทพฯ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us