Official Update :

ถึงเวลาสะสมหุ้น BANPU-BPP เมื่อปัจจัยบวกกำลังหนุนผลประกอบการ

หุ้นแม่-ลูก มักถูกนักลงทุนหลายต่อหลายคนพูดถึงในวงสนทนาว่าหุ้นตัวไหนจะมีความน่าสนใจมากกว่ากันหรือบางคนก็ชั่งใจว่าจะสามารถลงทุนได้ครั้งคู่หรือไม่ ซึ่งก็มีหลายครั้งที่ไฟสปอร์ตไลท์ในการลงทุนจะถูกฉายไปทั้งหุ้นแม่และลูก หรือไม่ก็แค่หุ้นใดหุ้นหนึ่งเพียงเท่านั้น


แต่เหมือนในครั้งนี้เองไฟสปอร์ตไลท์จะถูกฉายมายังแม่ลูกคู่นี้ หรือก็คือ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU และ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ซึ่งเกริ่นว่าถึงขั้นนี้ก็อาจจะมีนักลงทุนและผู้อ่านตั้งข้อสงสัยว่า 2 บริษัทนี้จะมีความน่าสนใจเช่นไร


ทาง Wealthy Thai ก็จะขอใช้โอกาสนี้พาผู้อ่านและนักลงทุนที่สนใจไปชนกันว่าภายใต้สถานการณ์ที่ราคาพลังงานอย่างน้ำมันดิบมีแนวโน้มที่ลดลงและสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 นั้น ทั้ง 2 หุ้นแม่ลูกนี้จะมีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด


โดยบทวิเคราะห์ของบล.กรุงศรี ได้ให้คำแนะนำ “ซื้อหุ้น BANPU ราคาเป้าหมายที่ 20 บาท ราคาถ่านหินฟื้นตัวแตะระดับ 408 เหรียญสหรัฐฯต่อตันได้อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้กำไรไตรมาส 4/65 เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้กำไรทั้งปี 2565 อยู่ที่ระดับ 48,582 ล้านบาท หรือเติบโตจากปีก่อนหน้า 393.11%


ขณะเดียวกันการนำ BKV บริษัทลูกเข้าไอพีโอในสหรัฐเข้าตลาดจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินสำหรับทำดีลซื้อกิจการในอนาคต โดย ณ สิ้น งวดไตรมาส 3/65 สัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนของ BKV อยู่ที่ 0.5 ซึ่งบริษัทต้องการให้บริษัทลูกใช้เงินทุนในระดับบริษัทลูกเองสำหรับดีลซื้อกิจการในอนาคต โดยรวมจึงเป็นบวกต่อ BANPU ทั้งงบกำไรขาดทุน และ งบแสดงฐานะการเงิน


นอกจากนี้ BKV มีแผนจะนำ BANPU Next ซึ่ง BANPU ถือหุ้น 100% เข้าตลาดเป็นอันดับถัดไป ทั้งนี้ พอร์ตธุรกิจของ BANPU Next มีทั้งพลังงานหมุนเวียน (ในไทย จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเวียดนาม), การจัดเก็บพลังงานและเทคโนโลยีด้านพลังงาน (การซื้อขาย, solar rooftop) คาดสัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะลดลงเหลือ 0.4 ในปี 2566 จาก 0.9 ในไตรมาส 3/65


ส่วนบทวิเคราะห์ของบล. หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้คำแนะนำ “ซื้อหุ้น BPP ราคาเป้าหมายที่ 16.50 บาท  จากประเด็นการผ่อนคลายกฎ COVID-19 ในจีน จะส่งผลบวกต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าให้เร่งตัวขึ้นและเป็นบวกต่อ  BPP เนื่องจากมีธุรกิจโรงไฟฟ้าในจีน นอกจากนั้นคาดว่าการแข็งค่าของเงินหยวนเป็นอีกปัจจัยบวกต่อรายได้ของบริษัท


โดยคาดกำไรปี 2566 เติบโตจากปีก่อนหน้า 16% เป็น 4 พันล้านบาท จากประมาณการปี 65 ที่ 3.46 พันล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 38%  โดยปัจจัยหนุนในปี 66 มาจากส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้า CHP และ SLG ในจีนมีแนวโน้มฟื้นตัว ขณะเดียวกันอีกหนึ่งความน่าสนใจด้วยระดับราคาหุ้นที่ไม่ยังแพงหรือที่ระดับ PER ราว 11.9 เท่า และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ราว 5% ต่อปี



กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม