ส่อง 5 หุ้นไอพีโอสุด HOT อาจเทรด SET ในปีนี้
ตลาดหุ้นปี 2563 เผชิญกับปัจจัยกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยผันผวนอย่างหนัก กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่เคยได้รับความนิยมอย่างหุ้นพลังงาน หุ้นธนาคาร และหุ้นโรงแรม ปรับตัวลงต่อเนื่อง สวนทางกับหุ้นถุงมือยางและหุ้นไอซีที่ราคาปรับขึ้นเพราะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการระบาดของ Covid-19
ด้วยภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนทำให้ช่วงครึ่งปีแรกหุ้นที่เตรียมจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือ หุ้นไอพีโอ ใส่เกียร์ถอยแทบทุกราย ก่อนจะเริ่มเห็นหุ้นไอพีโอทยอยเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ซึ่งผลสำรวจที่ Wealthy Thai เคยนำเสนอ (IPO ปีนี้โชว์ฟอร์มเหนือ แจกแคปปิตอลเกนเพียบ : https://bit.ly/3be12Vy) พบว่า มีเพียง 2 หลักทรัพย์ คือ RT และ SFT ที่ราคาเปิดการซื้อขายวันแรกต่ำกว่าราคาไอพีโอ แสดงให้เห็นว่าแม้ตลาดหุ้นไทยจะมีความผันผวนมากเพียงไร แต่หุ้นไอพีโอยังคงมีเสน่ห์และได้รับความสนใจจากลงทุนอยู่
ซึ่งในปี 2564 ก็มีรายชื่อบริษัทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอเข้าจดทะเบียน (Upcoming IPO) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวนมาก แต่วันนี้ Wealthy Thai ขอหยิบ 5 บริษัทที่น่าสนใจมานำเสนอให้นักลงทุน
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR
เริ่มกันที่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR บริษัทในเครือ ปตท. ซึ่งนักลงทุนถามกันเข้ามาคับคั่ง โดย OR ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ ธุรกิจกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ร้านสะดวกซื้อ และการบริหารจัดการพื้นที่ แต่ถ้ายังไม่เห็นภาพให้นักลงทุนนึกถึงปั๊มน้ำมัน ปตท. (PTT Station) ร้านกาแฟอเมซอน และร้านสะดวกซื้อ Jiffy
โดยสัดส่วนรายได้จะมาจาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันสัดส่วนรายได้ 91.3%, ธุรกิจต่างประเทศสัดส่วนรายได้ 5.1% และธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) สัดส่วนรายได้ 3.2% (ข้อมูลสิ้นสุด 27 ก.ค. 63)
ปี 2560 รายได้ 550,717.6 ลบ. กำไรสุทธิ 12,671.1 ลบ.
ปี 2561 รายได้ 599,173.9 ลบ. กำไรสุทธิ 9,493.1 ลบ.
ปี 2562 รายได้ 583,393.0 ลบ. กำไรสุทธิ 10,895.8 ลบ.
ไตรมาส 1/63 รายได้ 131,368.8 ลบ. กำไรสุทธิ 1,898.3 ลบ.
สำหรับจำนวนหุ้นไอพีโอที่เสนอขายไม่เกิน 3,000,000,000 หุ้น หรือคิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังไอพีโอ ซึ่งประกอบด้วย หุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป 2,610,000,000 หุ้น (รวมการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ PTT เฉพาะกลุ่มที่มี Pre-emptive Rights จำนวนไม่เกิน 300,000,000 หุ้น) และหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) 390,000,000 หุ้น
ส่วนราคาพาร์อยู่ที่ 10.00 บาท และมี บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT
อันดับต่อมา บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT ทางด่วนที่พวกเราคุ้นเคยกันดี และเป็นหุ้นอีกตัวที่ถูกจับตามองแม้ที่ผ่านมายังไม่มีข่าวความคืบหน้าออกมามากนัก โดย DMT ประกอบธุรกิจบริหารโครงการสัมปทานทางยกระดับดอนเมืองช่วงดินแดงจนถึงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ระยะทางประมาณ 21.9 กิโลเมตร และมีสัดส่วนรายได้หลักกว่า 98.2% มาจากค่าบริการผ่านทาง (ข้อมูลสิ้นสุด 5 ธ.ค. 63)
ปี 2560 รายได้ 3,032.9 ลบ. กำไรสุทธิ 1,398.1 ลบ.
ปี 2561 รายได้ 3,074.5 ลบ. กำไรสุทธิ 1,457.2 ลบ.
9 เดือน ปี 2562 รายได้ 2,165.5 ลบ. กำไรสุทธิ 854.0 ลบ.
สำหรับจำนวนหุ้นไอพีโอที่เสนอขายไม่เกิน 140,000,000 หุ้น คิดเป็น 11.85% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังไอพีโอ ส่วนราคาพาร์อยู่ที่ 5.20 บาท และมีบริษัท อวานการ์ด แคปปิตอล จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ NTL
อันดับสาม บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ NTL ผู้ให้บริการสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันแบบครบวงจร (รถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถบรรทุก รถไถ และรถแทรกเตอร์) สินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง และบริการนายหน้าประกันภัยและประกันชีวิต ภายใต้ชื่อแบรนด์ “เงินติดล้อ” ซึ่งเป็น Non-bank ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแล
NTL มีสัดส่วนรายได้มาจาก 3 ช่องทาง ได้แก่ รายได้จากดอกเบี้ยรับจากเงินให้กู้ยืม 71.9%, รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ 15.8% และรายได้ดอกเบี้ยรับจากลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ 12.0% (ข้อมูลสิ้นสุด 18 ธ.ค. 63)
ปี 2560 รายได้ 5,801.5 ลบ.กำไรสุทธิ 1,247.3 ลบ.
ปี 2561 รายได้ 7,569.4 ลบ.กำไรสุทธิ 1,306.2 ลบ.
ปี 2562 รายได้ 9,457.9 ลบ.กำไรสุทธิ 2,201.7 ลบ.
9 เดือน ปี 2563 รายได้ 7,706.3 ลบ.กำไรสุทธิ 1,792.9 ลบ.
สำหรับจำนวนหุ้นไอพีโอที่เสนอขายไม่เกิน 907,428,600 หุ้น คิดเป็น 39.1% ของหุ้นทั้งหมดหลังไอพีโอ ประกอบด้วย หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทไม่เกิน 210,816,700 หุ้น และ หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมไม่เกิน 696,611,900 หุ้น ทั้งนี้ อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน จำนวนไม่เกิน 136,114,200 หุ้น (ไม่เกิน 15.0% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด) ส่วนราคาพาร์อยู่ที่ 3.70 บาท และมีบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP
อันดับสี่เชื่อว่าใครเป็นสายขนมขบเคี้ยวต้องคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้แน่นอน กับ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว เช่น เยลลี่พร้อมดื่ม (Jele), น้ำผลไม้ (เมจิก ฟาร์ม) ปลาหมึกอบปรุงรส (Bento) และ ขนมขาไก่ (โลตัส) ฯลฯ โดยสัดส่วนรายได้แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ เครื่องดื่มสัดส่วนรายได้ 41.3% และขนมขบเคี้ยวสัดส่วนรายได้ 58.7% (ข้อมูลสิ้นสุด 26 ธ.ค. 62)
ปี 2559 รายได้ 5,549.1 ลบ. กำไรสุทธิ 353.9 ลบ.
ปี 2560 รายได้ 5,104.1 ลบ. กำไรสุทธิ 301.4 ลบ.
ปี 2561 รายได้ 4,886.9 ลบ. กำไรสุทธิ 249.7 ลบ.
9 เดือน ปี 2562 รายได้ 3,459.6 ลบ. กำไรสุทธิ 34.9 ลบ.
จำนวนหุ้นไอพีโอที่เสนอขายไม่เกิน 260,000,000 หุ้น คิดเป็น 28.89% ของหุ้นทั้งหมดหลังไอพีโอ ซึ่งประกอบด้วย หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 180,000,000 หุ้น และ หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย Concord I. Capital Limited 80,000,000 หุ้น โดยราคาพาร์อยู่ที่ 0.50 บาท และมี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

บริษัท โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KISS
และอันดับสุดท้าย บริษัท โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KISS ประกอบธุรกิจพัฒนา จ้างผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงให้บริการคำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจและการตลาดสำหรับการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ ในต่างประเทศ โดย KISS มีแบรนด์ภายใต้การบริหารทั้งหมด 4 แบรนด์ ได้แก่ Rojukiss (โรจูคิส), PhDerma (พีเอชเดอร์มา), Best Korea (เบสท์ โคเรีย) และ Sis2Sis (ซิสทูซิส)
ขณะที่สัดส่วนรายได้ของ KISS จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ รายได้ในประเทศซึ่งมาจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เป็นหลัก และรายได้จากต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่มาจากการให้บริการ (ข้อมูลสิ้นสุด 22 ก.ค. 63)
ปี 2560 รายได้ 599.9 ลบ. กำไรสุทธิ 57.5 ลบ.
ปี 2561 รายได้ 865.4 ลบ. กำไรสุทธิ 105.8 ลบ.
ปี 2562 รายได้ 1,140.6 ลบ. กำไรสุทธิ 190.1 ลบ.
ไตรมาส 1/63 รายได้ 302.4 ลบ. กำไรสุทธิ 65.1 ลบ.
สำหรับจำนวนหุ้นไอพีโอที่เสนอขายไม่เกิน 166,000,000 หุ้น คิดเป็น 27.7% ของหุ้นทั้งหมดหลังไอพีโอ ซึ่งประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทจำนวนไม่เกิน 60,000,000 หุ้น และ หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมจำนวนไม่เกิน 106,000,000 หุ้น ราคาพาร์อยู่ที่ 0.50 บาท และมีธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

