เกิดอะไรขึ้น! เมื่อหุ้นน้ำมันร่วงยกแผง เผยกลยุทธ์เทรดกลุ่มนี้ต้องทำอย่างไร
บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า จากกรณีที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง 7% จากเมื่อวานก่อน โดยนับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 5 และลดลงรายวันแรงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2563 จากแรงขายทำกำไรความกังวลการแพร่ระบาดรอบ 3 ในประเทศแถบยุโรป ล่าสุดฝรั่งเศสประกาศ Lockdown เมืองปารีส 1 เดือน
รวมทั้งความไม่มั่นใจของวัคซีน AstraZeneca อาจทำให้การใช้งานวัคซีนมีความล่าช้า,ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า,สต็อกน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้น อุปสงค์น้ำมันดิบในภูมิภาคชะลอลงจากการเข้าสู่ช่วงปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น อีกทั้งล่าสุดค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดที่ 1.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับลดลงจาก 2.28 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรลในวันก่อนหน้า ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าวมีผลกดดันหุ้นพลังงานวันนี้
โดยนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เล่าให้ Wealthy Thai ฟังว่าสาเหตุที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงนั้นมาจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงทำให้อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินดอลล่าสหรัฐแข็งค่าขึ้น รวมถึงการระบาดรอบที่ 3 ในกลุ่มประเทศยุโรป โดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศสที่มีการสั่งล็อคดาวน์กรุงปารีสเป็นระยะเวลา 1เดือน
แต่อย่างไรก็ตามมองว่าปัจจัยดังกล่าวจะกระทบราคาน้ำมันแค่เพียงช่วงสั้นเพราะตลาดกังวลว่าจะส่งผลให้ความต้องการน้ำมันชะลอตัวหรือลดลง แต่ในขณะเดียวกันในส่วนของเศรษฐกิจภาพใหญ่มองว่ายังมีความต้องการาคาน้ำมันอยู่จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอื่นๆในภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงการที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้นนั้นก็เป็นสัญญาณให้เห็นว่าเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังจะฟื้นตัว
สำหรับกลยุทธ์ในช่วงสั้นมองว่าราคาหุ้นในกลุ่มน้ำมันอาจจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตามในระยะถัดไปมองว่าราคาหุ้นจะยืนทรงตัวได้ตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ซึ่งหากราคาหุ้นปรับตัวตัวลดลงก็สามารถเข้าไปซื้อสะสมได้ ขณะเดียวกันเมื่อราคาน้ำมันทรงตัวระดับนี้ก็มีผลต่อกลุ่มปิโตรเคมี ที่จะทำให้ต้นทุนไม่สะท้อนราคาขายไปมากจนเกินไป
โดยแนะนำหุ้น SCC ที่เป็นกลุ่มปิโตเคมี และสายวัสดุก่อสร้าง ที่ราคาหุ้นยังปรับตัวช้ากว่าในกลุ่ม ซึ่ง SCC มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เพราะ SCC ใช้วัตถุดิบผลิตปิโตรเคมีจากแนฟทา ซึ่งราคาแนฟทาจะใกล้เคียงกับราคาน้ำมันดังนั้นในช่วงสั้นเมื่อราคาน้ำมันลงราคาแนฟทาก็จะลงตามไปด้วย จึงส่งผลดีต่อทางต้นทุน
ยังประเมินกรอบราคาน้ำมันในช่วง 1-2 เดือนนี้ที่ระดับ 60-65 สหรัฐต่อบาร์เรล และจะไม่ต่ำกว่า 60 สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งราคาน้ำมันที่ปรับลดลงจะมีผลโดยตรงต่อ หุ้นน้ำมันอย่าง PTTEP ซึ่งเรายังคงแนะนำเป็น Trading BUY เพราะเรามองว่าระยะสั้นราคาน้ำมันอาจจะมีการย่อตัวลง แต่ราคาน้ำมันน่าจะยังอยู่ในกรอบ 65-70 สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาเป้าหมาย 120 บาท
แนะนำ Switch ไปหุ้นกลุ่มปลายน้ำอย่าง SCC (TP 430.00 บาท) ซึ่งราคาหุ้นยัง Laggard ค่อนข้างมา และ Valuation ปัจจุบันเองก็ Trade อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้ง PBV และ EV/EBITDA รวมถึงได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับลง ส่งผลดีต่อต้นทุนทำให้ Margin ปรับดีขึ้น
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวโดยสรุปยังประเมินกรอบราคาน้ำมันในช่วง 1-2 เดือนนี้ที่ระดับ 60-65 สหรัฐต่อบาร์เรล และจะไม่ต่ำกว่า 60 สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งราคาน้ำมันที่ปรับลดลงจะมีผลโดยตรงต่อ หุ้นน้ำมันอย่าง PTTEP ซึ่งเรายังคงแนะนำเป็น Trading BUY เพราะเรามองว่าระยะสั้นราคาน้ำมันอาจจะมีการย่อตัวลง แต่ราคาน้ำมันน่าจะยังอยู่ในกรอบ 65-70 สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาเป้าหมาย 120 บาท
ทั้งนี้ แนะนำ Switch ไปหุ้นกลุ่มปลายน้ำอย่าง SCC (TP 430.00 บาท) ซึ่งราคาหุ้นยัง Laggard ค่อนข้างมา และ Valuation ปัจจุบันเองก็ Trade อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้ง PBV และ EV/EBITDA รวมถึงได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับลง ส่งผลดีต่อต้นทุนทำให้ Margin ปรับดีขึ้น
ล่าสุดราคาน้ำมันร่วงลงแรงกว่า 8% โดยเมื่อคืนนี้ราคาน้ำมัน Brent มีการปรับตัวลงแรงมาอยู่ที่ระดับ USD62/bbl หรือลดลงกว่า 8% เป็นการปรับตัวลงของน้ำมัน 5 วันติดต่อกัน และนับว่าเป็นการปรับลงมากที่สุดใน 1 วันนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2020 (Fig 1) จากความกังวลเรื่องความต้องการน้ำมันที่ยังฟื้นตัวช้า
ด้วยที่หลายประเทศในกลุ่มยุโรปเริ่มมีการห้ามใช้วัคซีน Astrazeneca ในขณะที่รายงานตัวเลข U.S. Crude inventory เมื่อสัปดาห์ก่อนปรับขึ้นกว่า 2.5 ล้านบาร์เรล รวมถึง Dollar Index ที่มีการปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยราคาน้ำมันกับ Dollar Index จะมี Negative correlation (ที่มา Reuters)
ราคาน้ำมันที่ปรับลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้เหนือความคาดหมายของเรา (ดูรายละเอียดในบทวิเคราะห์ Energy Sector วันที่ 9 มี.ค.) ว่าราคาน้ำมันจะมีการปรับตัวลงในระยะสั้น ซึ่งเราก็ยังประเมินว่าราคาน้ำมันจะยังอยู่ในช่วงกรอบ 60-65 และจะไม่ต่ำกว่า 60 สหรัฐต่อบาร์เรล ด้วยที่ซาอุฯ ยังเป็นคนที่คอยควบคุมปริมาณ Supply ให้สอดรับกับ Demand ซึ่งถ้าในกรณีที่ Demand เกิดลดลงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เรายังเชื่อว่าซาอุฯ จะยังสามารถลดกำลังการผลิตได้อีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
