จับตา JAK ไอพีโอตัวแรกของปี 64 เคาะราคา 1.45 บาทเทรด 18 ม.ค.

และแล้วก็เข้าสู่ศักราชใหม่ปี 2564 ภายใต้วิกฤติของการระบาด COVID-19 ที่เกิดขึ้นรอบใหม่ และแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ แต่อย่างไรก็ตามภายใต้วิกฤติดังกล่าวนั้น ก็มีหนึ่งหุ้น IPO ที่เตรียมเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นตัวแรกของปี 2564 อย่างบริษัท จักรไพศาล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ JAK ที่มีจุดเด่นเป็นบริษัทประกอบธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายในหลากหลายประเภท ทั้งแนวราบและแนวสูง รวมทั้งยังมีอัตรากำไรขั้นต้นมีการเติบโตเฉลี่ยสูงถึงกว่า 50% ต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา


โดยนายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ของบริษัท จักรไพศาล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ JAK เปิดเผยว่า บริษัท ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 82,709,900 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 1.00 บาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25.85 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ในราคา IPO หุ้นละ 1.45 บาท ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานและศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัท โดยมีค่า P/E เฉลี่ยย้อนหลังใกล้เคียงกับกลุ่มอุตสาหกรรม โดยจะเปิดให้จองซื้อหุ้นระหว่างวันที่ 8, 11 และ 12 มกราคม 2564 และคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ  (mai) หมวดอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (PROPCON) 


ทั้งนี้กำหนดวันที่เข้าจดทะเบียนซื้อขายเป็นวันแรกวันที่ 18 มกราคม 2564 โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า  “JAK”  พร้อมกันนี้ ยังมีผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 3 แห่ง ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน)  บริษัทหลักทรัพย์อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด


“เรามั่นใจว่าการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ JAK ในครั้งนี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน ด้วยราคาไอพีโอที่กำหนดไว้เป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ของบริษัทฯ โดยมีจุดแข็ง คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการทำงาน ทำให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ธุรกิจมีการเติบโตของอัตรากำไรขั้นต้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2560 - 2562) เฉลี่ยสูงถึง 50% ต่อปี (CAGR)  สูงกว่าอุตสาหกรรมที่เฉลี่ยอยู่ที่ 30% จึงเชื่อมั่นว่า JAK จะเป็นอีกหุ้นการเติบโตที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน” นายชนะชัย กล่าว


นายวีระพันธ์ จักรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท จักรไพศาล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ JAK เปิดเผยว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ประมาณ 120 ล้านบาท (ก่อนหักค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้) บริษัทฯ จะนำไปใช้เป็นเงินทุนสำหรับการพัฒนาโครงการ /การเข้าลงทุนในที่ดินเพื่อพัฒนา นำไปชำระคืนหนี้ธนาคาร และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ภายในปี 2564 นอกจากนี้การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ ทั้งต่อสถาบันการเงิน  คู่ค้าธุรกิจ รวมทั้งลูกค้า


“JAK กำหนดราคาเสนอขายที่ 1.45 บาทต่อหุ้น เป็นราคาที่เหมาะสม โดยเม็ดเงินระดมทุนจำนวน 120 ล้านบาท จะยิ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจ โดยการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้เชื่อว่าเป็นการวางรากฐานที่สำคัญให้กับ JAK ในการก้าวสู่การเป็นบริษัทมหาชนและกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เชื่อมั่นในการเติบโตของบริษัทฯ พร้อมทั้งเน้นการถือลงทุนระยะยาว โดยหวังว่าผู้ลงทุนจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน JAK จะได้ร่วมเป็นเจ้าของบริษัทที่เป็น Growth stock และเชี่ยวชาญในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์” นายวีระพันธ์ กล่าว


บริษัท จักรไพศาล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนในครั้งนี้ บริษัทฯจะมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วเป็น 320 ล้านบาท  แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 320 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท  โดยมีนายวีระพันธ์ จักรไพศาล เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ ถือหุ้นสัดส่วนรวมทั้งสิ้นร้อยละ 54.17 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ภายหลังเสนอขาย IPO


“เรามองภาพรวมอุตสาหกรรมอสังหาปี 2564 คงไม่น่าจะดีกว่าปี 2563 มากนัก แต่เรามีประสบการณ์ทำงานมากว่า 25 ปี เราเตรียมรับมือวิกฤติมาตั้งแต่ปี 2563-64 อย่างดีทั้งการใช้วิธีการก่อสร้างอย่างรวดเร็ว เพิ่ควบคุมต้นทุน เน้นอสังหาฯแนวราบ และหากลูกค้าแสดงความจำนงค์ รวมทั้งธนาคารอุมัติผ่าน เราก็พร้อมส่งมอบทันทีไม่เกิน 60 วัน เราทำแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2563 ถือเป็นการเซฟธุรกิจ ทำให้เรายืนอยู่ภายใต้ COVID-19 ได้ โดยมองว่าแนวราบยังมีความต้องการมากกว่าคอนโดมิเนียม เพราะ COVID-19 ทุกคนกังวล รวมทั้งต้องการความเป็นส่วนตัว ซึ่งเราก็ตอบโจทย์ และที่สำคัญมีราคาไม่ต่างจากคอนโดมิเนียมอีกด้วย”นายวีระพันธ์ กล่าว


นายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน JAK เปิดเผยว่า จุดเด่นของ JAK เป็นบริษัทประกอบธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายในหลากหลายประเภท ทั้งแนวราบและแนวสูง ได้แก่ บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ และอาคารชุด โดยบริษัทมีบริษัทร่วม คือ  บริษัท เอ็ม.ที.เอส พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายโครงการไอดิลล์ เป็นโครงการทาวน์เฮาส์ชั้นเดียว บ้านแฝดและอาคารพาณิชย์ ตั้งอยู่ที่อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี  ซึ่งโครงการไอดิลล์อยู่บนทำเลทองที่ราคาที่ดินปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


โดยโครงการของบริษัทฯ เป็นที่ยอมรับทั้งในด้านคุณภาพและการบริการที่ดี ผู้บริหารอยู่ในพื้นที่จริง มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ พัฒนาโครงการประสบความสำเร็จมายาวนานกว่า  25 ปี  และมีเป้าหมายสร้างการเติบโตให้ จักรไพศาล  เอสเตท เป็นผู้นำทางด้านที่อยู่อาศัยหลังแรกของกลุ่มคนระดับกลางถึงล่างในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล  จังหวัดสระบุรี และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การระดมทุนในครั้งนี้ จะสนับสนุนให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนนำมาพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า และพันธมิตร


"มั่นใจว่า JAK มีแผนการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง ชัดเจน จะสนับสนุนการรับรู้รายได้ของบริษัทฯ ในปี 2564 และในระยะยาว ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมาสามารถปิดการขายโครงการได้แล้ว 21 โครงการ และปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างเปิดขาย จำนวน 3 โครงการ อีกทั้ง มีโครงการในอนาคตที่มีแผนพัฒนารวมมูลค่าราว 1,422 ล้านบาท ภายหลังการเข้ามาระดมทุน จึงมองว่าจะสนับสนุนฐานะการเงินที่มั่นคง และโอกาสในการสยายปีกโตได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่ อัตรากำไรขั้นต้นมีการเติบโตเฉลี่ยสูงถึงกว่า 50% ต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2560 - 2562) ถือว่ามีความน่าสนใจ จากความสำเร็จในการเดินหน้าขยายโครงการและการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้น สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2563  บริษัทฯ มีรายได้รวม 69.93 ล้านบาท กำไรสุทธิ 12.64 ล้านบาท" นายวรชาติ กล่าวทิ้งท้าย


สำหรับ JAK มีโครงการระหว่างการพัฒนาจำนวน 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวมราว 1,422 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ เฟิร์น เฟสที่ 2 มูลค่าโครงการ 413ล้านบาท พัฒนาเป็นทาวน์โฮม ตั้งอยู่ที่ ทางหลวงสาย 7 (มอเตอร์เวย์) จ.ชลบุรี  โครงการ Canna มูลค่าโครงการ 422 ล้านบาท พัฒนาเป็นอาคารพาณิชย์ ทาวเฮ้าส์ และบ้านแฝดชั้นเดียว ตั้งอยู่ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี (โรงโป๊ะ) และโครงการ Peony& Pine (รังสิต) ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพเพราะที่ดินติดรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีปลายทางบางพูน มูลค่าโครงการรวม 587 ล้านบาท เป็นทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม สูงไม่เกิน 8 ชั้น  โดยทั้ง 3 โครงการ คาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จ จะเริ่มส่งมอบและทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/2564 เป็นต้นไป สนับสนุนรายได้ให้เติบโตแข็งแกร่งในอนาคต


ทั้งนี้บริษัทฯ มีที่ดินในมือรอการพัฒนาโครงการในอนาคตที่บริษัทเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว จำนวน 2 แปลง ได้แก่ ที่ดินอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ 29 ไร่  และที่ดินตั้งอยู่ที่ซอยนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ เนื้อที่ 2 ไร่เศษ ซึ่งเป็นที่ดินตั้งบนทำเลที่มีศักยภาพโดย JAK มีที่ดินเพียงพอสำหรับการพัฒนาในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า

Most Viewed
Stock of the Day
หุ้นแบงก์พุ่งยกแผง รับปัจจัยหนุนรอบด้าน รัฐเร่งลงทุน-ลุ้น Q2 กำไรดีกว่าคาด บอนด์ยีลด์ทรงตัวสูง-ปันผลเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Where to put your money
รู้หรือไม่? “SpaceX” ไม่ได้ถูกตีค่าในฐานะบริษัทจรวด... แต่ถูกตีค่าในฐานะ “ผู้ถือกุญแจสู่อนาคต” !!!
เมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“บล.ดาโอ” ลั่นจุดยืนเป็น “Wealth Management” ชูจุดเด่น “One-Stop Financial Service”… เล็งขยายฐาน “ลูกค้าต่างจังหวัด” พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1.6 พันลบ. เพิ่มขึ้น 25% !!!
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
GULF ตอกย้ำความเชื่อมั่นระดับสากล ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ร่วมในต่างประเทศ มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
SET เสี่ยงพักฐานช่วงสั้น AI-OPEC กดดันตลาด แนะเลี่ยงหุ้นอิงปัจจัยต่างประเทศ ชูแบงก์-โรงพยาบาล-ท่องเที่ยวเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us