PTT กำลังทรานส์ฟอร์ม แตกไลน์ธุรกิจที่ไม่ใช่แค่น้ำมันอีกต่อไป
กระแสพลังงานสะอาดมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐอเมริกาตั้งเป้าเข้าสู่ยุคไร้มลพิษภายในปี 2593 รวมถึงสนับสนุนเม็ดเงินลงทุน 2 ล้านล้านเหรียญในโครงการพลังงานสะอาด ซึ่งลายๆบริษัทเล็งเห็นโอกาสของธุรกิจ จึงแตกไลน์ไปยังธุรกิจใหม่ๆมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโต
ในบ้านเราก็เช่นกัน อย่าง PTT หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ถือเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาดหุ้นไทย ก็ได้ทรานส์ฟอร์มตัวเองสู่ธุรกิจอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ที่นอกเหนือจากธุรกิจน้ำมัน และปิโตรเคมี ซึ่งธุรกิจใหม่ๆที่ PTT กำลังจะก้าวไปนั้นมีอะไรบ้าง วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai รวมรวมมาให้แล้ว
สำหรับ PTT เป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติขั้นกลางและขั้นปลายเพียงรายเดียว เป็นหนึ่งในบริษัทสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของประเทศ และเป็นผู้นำในธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมี
โดยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT เปิดเผยว่า รูปแบบการใช้พลังงานในอนาคต จะมุ่งไปด้าน GO GREEN และ GO ELECTRIC มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเดินทางของประชาชน ซึ่งในช่วงของการเปลี่ยนผ่านพลังงานดังกล่าว เราเชื่อว่าเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมจะยังเป็นพลังงานที่สำคัญ
แต่ในขณะเดียวกันเราก็จำเป็นต้องเร่งพัฒนาและปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ทิศทางพลังงานในอนาคตอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ปตท. ได้เริ่มรุกเข้าสู่ EV Value Chain
ผนึก ฟ็อกซ์คอนน์ ลุยยานยนต์ไฟฟ้า
ล่าสุด PTT ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย กับ บริษัท หงไห่ พริซิชั่น อินดัสทรี จำกัด (Hon Hai Precision Industry Co., Ltd.) หรือ ฟ็อกซ์คอนน์ กรุ๊ป (Foxconn Technology Group) เพื่อศึกษาโอกาสในการพัฒนาฐานการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นการผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตและเศรษฐกิจของประเทศ ให้เติบโตและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากลมากยิ่งขึ้น
ความร่วมมือนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของ Foxconn ที่เป็นผู้นำการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลก และความสามารถด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงความแข็งแกร่งด้านธุรกิจพลังงาน ของ ปตท. ทั้งเครือข่ายพันธมิตร กลุ่มบริษัทในเครือและผู้ร่วมทุนปัจจุบัน ในการพัฒนาแพลตฟอร์มการผลิต และเสริมศักยภาพระบบนิเวศ ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ตลอดห่วงโซ่คุณค่ายานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้รับผลิตสินค้า (Original Equipment Manufacturers:OEMs) ในประเทศไทย ที่มีความสนใจสามารถเข้าถึงการบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็วและใช้ต้นทุนต่ำ เพื่อร่วมสร้างอนาคตแห่งการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน
“ในระยะแรก ปตท. และ Foxconn ตั้งเป้าหมายที่จะจัดตั้งแพลตฟอร์มการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และส่วนประกอบหลักต่าง ๆ แบบ end-to-end ด้วยเงินร่วมลงทุนขั้นต้นที่ 1-2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจะขยายการลงทุนในอนาคตต่อไป ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจสู่เวทีโลกในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นการตอบสนองนโยบายและทิศทาง การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ ที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย” นายอรรถพล กล่าว
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ฝ่ายวิจัยมอง Positive ต่อการลงนาม MOU เพื่อศึกษาฯธุรกิจ Platform EV ของ PTT กับ Foxconn เพราะ 1.เป็นอีกหนึ่งโอกาสในการจับการเติบโตของธุรกิจ EV ที่มีมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่าล้านล้านบาท และมีโอกาสเติบโตสูงเฉลี่ยระดับ double digits ในช่วง ทศวรรษข้างหน้า 2.เรามอง Foxconn เป็น partner ที่มีประสบการณ์ในการทำตัวถังรถยนต์ EV (เคยได้รับคำสั่งซื้อจาก BMW) และมีบริษัทแม่อย่าง Hon Hai Precision ที่มีโอกาสร่วมพัฒนาและผลิตรถยนต์ไฟฟ้ากับ Byton, Fiat Chrysler หรือ Fisker เป็นต้น
และ 3.เป็นอีกหนึ่ง Synergy สำหรับธุรกิจ new S curve ของเครือ PTT (GPSC พัฒนา Battery) ทั้งนี้จากปัจจุบันยังไม่มีรายละเอียดโครงสร้างเงินทุน และ timeline โครงการ เบื้องต้นเราประเมินสัดส่วนการลงทุนที่ 50% และไม่ใช่เงินกู้เลย ที่ระดับ IRR 15% จะเป็น upside ต่อเป้าหมายปี 64 ของ PTT ที่ 0.7 บาท/หุ้น หรือ +1.4% และทุกๆ IRR ที่เปลี่ยนแปลง +/- 1% จะกระทบมูลค่าราว 0.15 บาท/หุ้น
ขณะนี้คาดกำไรฟื้นต่อเนื่องใน 64-65 ตามการฟื้นตัวของทุกธุรกิจ (ก๊าซฯ/น้ำมัน/สำรวจฯ/P&R) ทั้งด้านปริมาณขาย และอัตรากำไร รวมถึงมี upside จากการขายธุรกิจถ่านหินใน 64 ทั้งนี้เรายังคงมุมมองความสามารถในการแข่งขันธุรกิจก๊าซฯของ PTT มีเหนือคู่แข่งหลังเปิดเสรีก๊าซฯ ทั้งด้านเชี่ยวชาญ, economy of scale และ ฐานธุรกิจ แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 51.50 บาท
ลุยธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านอุตสาหกรรม
ทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ โดย PTT ได้มีการขยายการลงทุนไปยังธุรกิจอื่นๆมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอนุมัติการจัดตั้ง บริษัท ที-อีโคซิส จำกัด (“T-ECOSYS”) โดยให้บริษัท สยามแมนเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ถือหุ้น 100% ด้วยทุนจดทะเบียน 350 ล้านบาทเพื่อดำเนินธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านอุตสาหกรรมภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ปตท. และกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สถาบันการเงิน เป็นต้น
โดยเป็นการพัฒนากลไกและสร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีทางด้านวิทยาการหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่าน Industrial Digital Platform (IDP) ที่พัฒนาโดย ปตท. เพื่อเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้บริการ (Service Provider) กับผู้มีความต้องการใช้บริการในเทคโนโลยีดังกล่าว คาดว่าจะสามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/64
เดินหน้าสู่โปรตีนจากพืชแบบครบวงจร
นอกจากนี้ยังประกาศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด (บริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100%) และ บริษัท โนฟ ฟู้ดส์ จำกัด (บริษัทย่อยที่ NRF ถือหุ้น 100%) ซึ่งจะถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากันบริษัทละ 50% เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืชแบบครบวงจร
โดยตั้งเป้าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่แล้วเสร็จในไตรมาส 3/64 ด้วยทุนจดทะเบียนประมาณ 300 ล้านบาท พร้อมจัดตั้งโรงงานผลิตที่ใช้เทคโนโลยีนำเข้าชั้นสูงในไทย ด้วยกำลังการผลิต 3,000 ตันต่อปี รวมไปถึงการพัฒนาร้านค้าต้นแบบ คาดว่าจะผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 4/65
ระยะแรกจะเป็นการพัฒนา ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืช (Plant-based protein) แบบครบวงจร ซึ่งจะดำเนินการจัดตั้งโรงงานผลิตที่ใช้เทคโนโลยีนำเข้าขั้นสูงในประเทศไทย กำลังการผลิต 3,000 ตันต่อปี เพื่อเตรียมเป็นศูนย์กลางการผลิตและจัดจำหน่ายให้กับตลาดทั่วภูมิภาคอาเซียน พร้อมรองรับการพัฒนาธุรกิจอาหารสำหรับอนาคต (Food for Future) ที่กำลังได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น
สยายปีกสู่ธุรกิจยา
ขณะเดียวกันใยช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติให้บริษัท อินโนบิก แอลแอล โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ Lotus Pharmaceutical Company Limited (Lotus) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน จำนวน 17,517,348 หุ้น ที่ราคา 80.7 เหรียญไต้หวันใหม่ต่อหุ้น คิดเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และภายหลังการซื้อหุ้นเพิ่มทุน สัดส่วนการถือหุ้นจะเป็น 6.66% ของทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว
โดยการลงทุนดังกล่าวเป็นไปตามกลยุทธ์ในธุรกิจ New S-curve ของ ปตท. ที่ต้องการขยายไปในธุรกิจใหม่ ด้าน Life Science ทั้งนี้ Lotus ดำเนินธุรกิจหลักในการคิดค้นพัฒนา (R&D) ผลิตและจำหน่ายยา โดยมุ่งเน้นยาสามัญ (Generic drugs) ที่ครอบคลุมหลายกลุ่มโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง และโรคระบบประสาท ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะทำให้ ปตท. สามารถต่อยอดและขยายการลงทุนไปยังตลาดยาด้านมะเร็งวิทยาในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยในภูมิภาคดังกล่าวสามารถเข้าถึงยาสามัญได้มากขึ้น
สำหรับ Lotus Pharmaceutical ถือเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว ด้วยการดำเนินธุรกิจยาสามัญชั้นนำครบวงจรตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายในตลาดเกาหลี สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน เป็นที่ยอมรับในมาตรฐานระดับสากล ตลอดจนการมีเจตนารมณ์ร่วมกันที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประชาชนในภูมิภาคอาเซียน
สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ อินโนบิก (เอเซีย) ที่มุ่งเน้นสร้างความมั่นคงแก่สาธารณสุขไทยและภูมิภาค โดยการลงทุนใน 4 กลุ่มธุรกิจเพื่อสุขภาพ คือ ยา อาหารเพื่อสุขภาพ วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ การเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวในการดำเนินตามกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ Life Science ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
รุกวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์
ขณะที่เมื่อเดือนมี.ค.64 มติอนุมัติจัดตั้งบริษัท อินโนโพลีเมด จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จํากัด (อินโนบิก) (บริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้นทั้งหมด) และบริษัท ไออาร์ พีซี จํากัด (มหาชน) (IRPC) มีทุนจดทะเบียน 260 ล้านบาท โดย อินโนบิก ถือหุ้นในสัดส่วน 40% และ IRPC ถือหุ้น 60% เพื่อรองรับธุรกิจผลิตและจําหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าประเภทไม่ถักไม่ทอ (Non-woven Fabric) และวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ (Medical Consumables) ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนในธุรกิจใหม่ (New business) ของ ปตท. ในด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Life science) โดยคาดว่าจะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2/2564 และดําเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาสที่ 4/2564
EV Charging Station
เมื่อเดือน ก.พ.64 บริษัท อัลฟ่าคอม จำกัด (บริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้นทางอ้อม 100%) ได้จดทะเบียน จัดตั้งบริษัท ออน-ไอออน โซลูชั่นส์ จำกัด (“On-I on Solutions”) แล้วเสร็จ เพื่อดำเนินการและพัฒนาเครือข่ายสถานีเครื่องอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) นอกสถานีบริการน้ำมัน เช่น ศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสํานักงาน เป็นต้น รวมถึงจําหน่ายสินค้าและให้บริการที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า เช่น จัดจําหน่ายและติดตั้ง EV Charger ในที่พักอาศัย เป็นต้น ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท
ขยายสู่ Public Cloud
และย้อนกลับไปเมื่อเดือน ม.ค.64 ได้จัดตั้งบริษัท เมฆาเทคโนโลยี จํากัด ภายใต้ บริษัท อัลฟ่า คอม จํากัด (Alpha Com) ซึ่งบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้นทั้งหมด ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท โดยจัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนในธุรกิจให้บริการระบบสารสนเทศหลากหลายรูปแบบผ่านอินเทอร์เน็ต (Public Cloud) เช่น การให้บริการจัดเก็บข้อมูล ประมวลผล จัดการข้อมูลต่างๆ ให้แก่บริษัท องค์กรต่างๆ รวมถึงกลุ่ม ปตท. ซึ่งธุรกิจดังกล่าวเป็นไปตามกลยุทธ์ ปตท. ด้านดิจิทัล

