โพยหุ้นน่าสะสมเดือน มิ.ย. วัคซีน คือ ปัจจัยหนุนตลาด
กลยุทธ์การลงทุนเดือนมิถุนายน ภายใต้การประเมินของ บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ซึ่งจะมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน วันนี้ Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว โดยเขาบอกว่า ภาพรวมการลงทุนในเดือน พ.ค. เป็นไปตามที่คาดคือ Sell in May and go away โดยได้ รับผลกระทบ เชิงลบจาก 2 ประเด็นหลักคือ 1. การปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยของ MSCI ที่ทำให้ Fund flow ไหลออก โดยมีแรงขายกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท ส่งผลต่อยอดขายต่างชาติสุทธิ YTD อยูที่ 6.6 หมื่นล้านบาท รวมถึงผลกระทบ COVID-19 ที่มีคลัสเตอร์ใหม่ๆเกิดขึ้นต่อเนื่องในประเทศ ทำให้ผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ในระดับสูง (2-3 พันคน/วัน) ส่งผลต่อการปรับประมาณการ GDP ของธปท. ให้เหลือในกรอบ 1.5-2.8% (base case)
แต่ทั้งนี้ ทางธปท. ก็ได้ให้มุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจว่าจะเป็นปกติก่อนเกิด COVID-19 ได้ราวไตรมาส 1/66 ส่วนในปี 2564-2565 จะได้แรงพยุงจากภาคการส่งออกและการลงทุนภาครัฐ ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 1/64 ของบริษัทจดทะเบียนค่อนข้างอออกมาได้ดี ได้แรงหนุนในกลุ่ม Commodity ที่ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก และกลุ่มธนาคารที่ได้แรงหนุนจากรายได้ Non-NII
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในเดือน มิ.ย. มองเรื่องการกระจายวัคซีน เป็นปัจจัยหนุนตลาด โดยสถานการณ์ ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ทั่วโลกเริ่มดีขึ้น แต่ทั้งนี้ประเทศในแถบเอเชียกลับมีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น ทั้งในอินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซียและไทย เป็นต้น
ทั้งนี้ความคืบหน้าการฉีดวัคซีนในต่างประเทศ เริ่มเดินหน้ากระจายวัคซีนกันได้เร็ว โดยพบว่าประเทศในกลุ่มยุโรป และอเมริกา มีอัตราฉีดวัคซีนที่สูงกว่าประเทศแถบเอเชีย ส่งผลให้ภาพการฟื้นตัวในยุโรปและอเมริกา ดีกว่าแถบเอเชีย สะท้อนผ่านการปรับลดประมาณการ EPS ตลาดของกลุ่มประเทศเอเชีย และfund flow ที่ยังไหลออกอย่างต่อเนื่อง
ส่วนใประเทศไทยในเดือนมิ.ย. ตาม time line การกระจายวัคซีนของภาครัฐ จะมีวัคซีนล็อตใหญ่จาก AstraZeneca ที่จะเริ่มตั้งแต่มิ.ย. ถึงสิ้นปีนี้รวม 61 ล้านโดส ขณะที่มีความคืบหน้าที่เป็นบวก หลังจาก อย. อนุมัติวัคซีนของ Sinopharm ส่งผลให้ในไทยมีวัคซีนที่ใช้ได้ 5 บริษัท ได้แก่ Sinovac, AstraZeneca, Johnson & Johnson, Moderna, Pfizer และ Sinopharm
โดยประเด็นการระบาดในประเทศ ต้องติดตามการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ สายพันธุ์อินเดียที่พบครั้งแรกในแคมป์แรงงานก่อสร้างย่านหลักสี่และสายพันธุ์แอฟริกาใต้ ที่พบในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งถ้าหากทั้ง 2 สายพันธุ์ ขยายตัวในวงกว้างจะเป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ COVID-19 ในประเทศที่แย่ลง กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุน
นอกจากนี้การเร่งทำ Reverse Repo (เฟดดึงเงินจากระบบผ่านการขายพันธบัตรแล้วมาฝากไว้ที่อัตราดอกเบี้ย Reverse Repo = 0%) ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มมีมุมมองเฟดจะกลับมาใช้นโยบายการเงินตึงตัว ทั้งนี้เฟดได้เริ่มอัดฉีดเงินเข้าระบบผ่านการทำ QE ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 1/63 จนถึงปัจจุบัน หนุนกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงทั้งตลาดหุ้นและพันธบัตร ให้มีมูลค่าปรับตัวขึ้น
แต่การทำ Reverse Repo จะเริ่มลดวงเงินอัดฉีดสภาพคล่องลง หรือ QE tapering ซึ่งจะกระทบต่อตลาดหุ้นไทยที่ underperform เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ได้ทำ new high ต่อเนื่อง ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา โดยประเมินว่าแนวโน้ม fund flow ในระยะกลาง-ยาว จะไหลกลับมาสะสมหุ้นไทยมากขึ้น ธีมการลงทุนในเดือนนี้จึงเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการการระจายวัคซีนที่จะทำให้เกิดการเปิดเมืองขึ้นอีกครั้ง (Re-opening) และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากสภาพคล่องในระบบลดน้อยลง แนะนำสะสม BDMS CPN KBANK MTC
Investment Theme
Re-opening = CPALL, CPN, BJC, CRC, TNP, MAJOR, BTS, BEM, M
Vaccine play = AWC, SPA, MINT, AOT, OR
Top pick in June = BDMS, CPN, KBANK, MTC

