หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวมาตามนัด หลังนายกฯลั่นเปิดประเทศภายใน 120 วัน
ความเคลื่อนไหวของหุ้นเกี่ยวกับธีม Re-Opening Play หรือธีมเปิดเมือง โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวการเดินทางโงแรมทะยานขึ้นผลักดันตลาดกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะ วานนี้ประเด็นข่าวสำคัญในประเทศที่แรงไม่แพ้ ประเด็นถ้อยแถลงที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองถ้อยคำแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คือการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.)
โดยมีใจความสำคัญคือ มีการลงนามในสัญญาจอง หรือสัญญาซื้อไปแล้ว 105.5 ล้านโดส ทำได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปีนี้ โดยทั้งหมดจะทยอยส่งมอบเข้ามาภายในปีนี้ และจะทยอยฉีดต่อไป และยังจะเดินหน้าจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอีกสำหรับปีหน้า
สำหรับการเดินหน้าตามแผนฉีดวัคซีนนี้ จะสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนเฉลี่ย ประมาณเดือนละกว่า 10 ล้านโดส หากวัคซีนส่งมาเพียงพอในแต่ละเดือน และประมาณต้นเดือนตุลาคมจะมีประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีน อย่างน้อยเข็มแรกแล้ว จำนวน 50 ล้านคน
ตอนนี้ ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องมองไปในอนาคตที่ไกลขึ้นอีก คือการเปิดประเทศ และรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยอีกครั้ง นี่คือหนทางสำคัญหนทางหนึ่ง ที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ที่ไม่สามารถทำมาหากินกันได้มาเป็นระยะเวลานาน
“วันนี้ ผมขอแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ผมตั้งเป้าเอาไว้ว่า ประเทศไทยจะต้องเปิดประเทศทั้งประเทศ ให้ได้ภายใน 120 วัน นับจากวันนี้ ส่วนเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญๆ หากพร้อมได้เร็วกว่า ก็ควรทยอยเปิดให้ได้เร็วกว่านั้น”
บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า สัญญาณการเปิดประเทศภายใน 120 วัน และการยืนยันเปิดภูเก็ต Sandbox เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อหุ้นในกลุ่มRecovery Play ทั้งหมด โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว โดยแม้การเปิดประเทศในช่วงแรก อาจไม่สามารถคาดหวังจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีนัยสำคัญ แต่การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนของภาครัฐจะทำให้เกิดความพยายามฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่องใน 3/64 และการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการเปิดประเทศในลำดับถัดไป
อย่างไรก็ตามแม้กลุ่ม Recovery Play ได้ประโยชน์ทั้งหมด แต่ในช่วงแรกคาดว่า โรงแรม สนามบิน ห้าง ร้านสปา ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติสูงจะได้ประโซน์ก่อน โดยเลือก AOT ราคาเป้าหมาย 74 บาท CPN ราคาเป้าหมาย 60 บาท SPA ราคาเป้าหมาย 9.10 บาท ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยตรงเป็นตัวเลือกได้ประโยชน์
ขณะที่กลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่หุ้นขึ้นมาจน Upside เริ่มจำกัด ยกเว้น MINT ราคาเป้าหมาย 36 บาท กับ SHR ราคาเป้าหมาย 3.90บาท อย่างไรก็ดี เราและตลาดมีโอกาสปรับประมาณการของกลุ่มขึ้นอีกราว 10%-15% ดังนั้น ERW และ CENTEL ยังเก็งกำไรได้แต่ไม่เด่นเท่า MINT กับ SHR
หากการเปิดประเทศทำได้ตามคาดและได้รับการตอบสนองดี ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง อาจมองไปที่โรงแรมตัวรองที่ยังขึ้นน้อยกว่ากลุ่มมาก เช่นVRANDA ราคาเป้าหมาย 8.20) สำหรับในระยะถัดไป หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น AMATA ราคาเป้าหมาย 24.20 สื่อสาร ADVANC ราคาเป้าหมาย 220 บาท ห้างรองอย่าง MBK และกลุ่มธนาคาร KBANK ราคาเป้าหมาย 180 บาท
บล.เอเซีย พลัส เปิด 18 หุ้น รับแผนเปิดประเทศ120 วัน
ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า แม้สถานการณ์ล่าสุด จำนวนผู้ติดเชื้อที่อยู่ระหว่างรักษา (Active case) จะแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเหลืออยู่35,405 ราย จากจำนวนผู้รักษาหายรายใหม่ (Recoverycase)ล่าสุดมีจำนวน 4,947 สูงกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ (New case) ที่ 2,331 ราย
โดย ASPS มองว่าตัวแปรสำคัญที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยคือการกระจายวัคซีนCOVID-19 ซึ่งจากข้อมูลล่าสุด พบว่าไทยฉีดวัคซีนให้ผู้รับวัคซีนรายใหม่จำนวน 2.7 แสนโดส/วัน แม้จะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากวันก่อน แต่ยังใกล้ระดับ 3 แสนโดส/วัน
ทั้งนี้ ASPS เชื่อมั่นว่าอัตราการฉีดวัคซีน/วัน ในช่วงครึ่งท้ายของเดือน มิ.ย. 64 จะสามารถกลับมาทรงตัวสูงใกล้เคียงกับช่วงต้น มิ.ย. 64 ที่ราว 3-3.5 แสนโดส/วัน ได้ หลังกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. 64 เป็นต้นไป โรงพยาบาลที่แจ้งเลื่อนนัดฉีดวัคซีนจะกลับมาฉีดได้ตามปกติ เพราะทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีการจัดสรรวัคซีนให้โรงพยาบาลต่างๆ เพิ่มแล้ว รวมถึงจะมีการแจกจ่ายวัคซีน AstraZeneca ล็อตใหม่ ที่ผลิตจาก บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ในวันที่ 17 มิ.ย. 64 อีกด้วย
โดย ASPS ประเมินการกลับมาเดินหน้าฉีดวัคซีนจะมีส่วนช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยกลับมาฟื้นตัวได้ สอดคล้องกับคำแถลงของนายกรัฐมนตรีวานนี้ ที่ระบุถึงแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ ภายใน 120 วัน (คาดภายในวันที่ 15 ต.ค.64) โดยจะเริ่มนำร่องที่จังหวัดภูเก็ต (Phuket Sandbox) ในวันที่ 1 ก.ค. 64
สำหรับภาพรวม จากการกลับมาเดินหน้าฉีดวัคซีน และความคาดหวังต่อการผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ASPS คาดจะช่วยให้ Fund Flow (โดยเฉพาะจากในประเทศ) ไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เข้าไปสู่สินทรัพย์เสี่ยง (Risk Asset) เช่นตลาดหุ้นมากขึ้น
โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมืองเช่น กลุ่มการบิน (AOT, AAV), กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม (CENTEL, ERW, MINT), กลุ่มขนส่งทางราง (BEM), กลุ่มค้าปลีกและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (CPN, BJC, CPALL, CRC), กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL), กลุ่มการเงิน-ประกัน (BAM, BLA), กลุ่มโรงพยาบาล (BDMS, PR9, BCH, BH) เป็นต้น
นอกจากนี้ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของไทยประเมินว่าจะยังอยู่ในระดับผ่อนคลายต่อไป คือ คาด การประชุม กนง. วันที่ 23 มิ.ย. 2564 ที่จะถึงนี้ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำที่ 0.5% ตามเดิม และคาดจะคงในระดับนี้ต่อไปจนถึงสิ้นปี 64 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงสำคัญคือ การระบาดของCOVID-19 ระลอกที่ 3 ซึ่งกดดันให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลง
