เสียงเรียกร้องจาก 4 หุ้นผู้รับเหมาฯ ผลกระทบแค่ไหนเมื่อรัฐปิดไซต์งาน
หลังจากที่มีการกลับมาระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ระลอกที่ 3 มาสักพักใหญ่แล้วก็ดูเหมือนจะมีท่าทีว่าอาจจะเข้าระลอกที่ 3.5 หรือระลอกที่ 4 กันไปแล้วก็ว่า แต่อย่างไรก็ตามจะสังเกตได้ว่าคลัสเตอร์ใหม่ๆที่เกิดขึ้นมักจะเป็นโรงงาน และแคมป์ก่อสร้าง นั่นจึงเป็นต้นตอให้รัฐบาลจะต้องมีมาตรการอะไรที่ควรจะออกมาควบคุม ก่อนที่จะลุกลามไปมากกว่านี้
และเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 25 มิ.ย.64 ที่ผ่านมา ทางที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ก็มีมติออกมาว่าให้ดำเนินการสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง และหยุดดำเนินการไซต์งานก่อสร้างในทุกพื้นที่ทั่วกทม.และปริมณฑลรวมถึง 4 จังหวัดในภาคใต้ เสมือนเป็นการสั่งตัดตอนโควิดในเขตพื้นที่กทม.และปริมณมฑล เพื่อให้เกิดความเสียหายหนักไปมากกว่านี้
แต่อย่างไรก็ตามเหรียญยอมมีสองด้านเสมอ เมื่อมีผลดีที่เกิดขึ้นก็ต้องย่อมมีผลเสียตามมาด้วยเช่นกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็คือกลุ่มผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างรายเล็ก รายน้อย และผู้รับเหมาช่วงต่อ ที่มีความจำเป็นจะต้องใช้แรงงานเพื่อขับเคลื่อนงาน
แต่เมื่อภาครัฐสั่งปิดแคมป์ และปิดไซต์งานก่อสร้างแบบนี้ พวกแรงงานจะอยู่อย่างไร สุดท้ายแล้วก็ต้องแยกย้ายกลับบ้าน ซึ่งเหมือนจะเป็นการแก้ไขป้องกันไม่ให้การระบาดในกทม.เพิ่มขึ้นอย่างหนัก แต่อาจจะส่งผลให้การกระจายเชื้อไวรัสออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้น หากคนงานที่ออกไปเหล่านั้นติดเชื้อโควิด19
ในครั้งนี้ทีมงาน Wealthy Thai ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างขนาดกลางที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งหลายบริษัทพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ และจะกระทบไปยังผลประกอบการโดยรวมอีกด้วย ในจุดนี้เองทำให้ให้เห็นว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างในตลาดหลักทรัพย์ยังได้รับกระทบขนาดนี้ แล้วผู้รับเหมาก่อสร้างรายเล็กอีกหลายรายจะอยู่ได้อย่างไร
เราจะพานั่งลงทุนมาดูข้อคิดเห็น และมุมมองของเหล่าผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในหมวดธุรกิจก่อสร้างขนาดกลาง จำนวน 4 บริษัทว่า มีมุมมองในเรื่องนี้อย่างไร และจะแก้ไขให้บริษัทเดินหน้าต่อไปได้ไกลมากน้อยขนาดไหน
SEAFCO รับกำไรจะลดลง
โดยเริ่มกันที่คุญนาย ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO ในฐานะที่เป็นผู้รับก่อสร้างงานเสาเข็มเจาะ งานฐานรากและงานโยธาทั่วไป โดยรับงานทั้งจากภาคราชการและภาคเอกชน บริษัทสามารถรับงานโดยตรงจากเจ้าของโครงการหรือรับงานช่วงต่อ จากผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก เล่าให้เราฟังว่า มาตรการที่รัฐสั่งปิดบริษัทยอมรับว่าได้รับผลกระทบ เพราะการปิดไซต์งานก่อสร้างก็ทำให้บริษัทไม่ได้ทำงานหนึ่งเดือน ขณะเดียวกันจะต้องรอดูนโยบายภาครัฐต่อจากนี้ว่าจะเป็นอย่างไร
ส่วนผลประกอบการในปี 64 อาจจะต่ำกว่าปีก่อน อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าตอนนี้คนงานยังอยู่ที่แคมป์ก่อสร้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีงานประมูลใหม่ออกมาได้อีกหรือไม่ เนื่องจากการที่รัฐบาลจัดเก็บภาษีจากประชนได้น้อยลง เพราะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงทำให้ไม่มั่นใจว่าในอนาคตหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนจะมีงานเข้ามาในระบบได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งปัจจุบันนี้บริษัทมีงานในมือประมาณ 1,600 ล้านบาท
PYLON รอประเมินความเสียหาย
ขณะที่ นาย ชเนศวร์ แสงอารยะกุล ประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลสั่งปิดแคมป์คนงานและไซต์งานก่อสร้าง โดยพนักงานและคนงานของบริษัทไม่เคยมีประวัติการติดเชื้อไวรัสโควิด19 ดังนั้นจึงไม่อยากให้รัฐบาลสั่งปิดแคมป์คนงานเหมารวมทุกแคมป์ในลักษณะนี้
ยอมรับว่าการปิดแคมป์ และไซต์ก่อสร้างแบบนี้มีผลกระทบต่อผู้รับเหมารายเล็กๆ และไม่เพียงแค่นั้น การปิดไซต์งานก่อสร้างยังกระทบเป็นวงกว้างที่ไม่ใช่เพียงแค่อุตสาหกรรมก่อสร้าง แต่กระทบไปยังอุตสาหกรรมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างด้วยเช่นกัน
PREB คาดเสียรายได้ 300 ล้านบาท
ด้านนาย วิโรจน์ เจริญตรา รองประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ PREB หรือ บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดกลาง ที่ส่วนใหญ่จะมีไซต์งานก่อสร้างในเขตกทม.และปริมณฑล เปิดเผยว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปิดแคมป์คนงานและไซต์งานในครั้งนี้จะทำให้ในช่วง 1เดือนที่ปิดไปนั้น บริษัทต้องสูญเสียรายได้ไปกว่า 300 ล้านบาท
อีกทั้งได้รับผลได้รับผลกระทบจากการที่แรงงานบางส่วนได้เดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด รวมถึงแรงงานต่างชาติเดินทางกลับประเทศ โดยเฉพาะในส่วนของแรงงานจากกลุ่มผู้รับเหมาที่เป็นผู้รับเหมาช่วงต่อของบริษัท ดังนั้นจึงมองว่าภายหลังจากสถานการณ์ปกติ อาจจะทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
อย่างไรก็ตามขณะนี้บริษัทได้สั่งซื้อวัคซีนเพื่อฉีดให้กับกลุ่มคนงานของบริษัท และจากนั้นจะขออนุญาตภาครัฐให้เปิดไซต์งานก่อสร้างเพื่อดำเนินการต่อ และขณะเดียวกันเพื่อเป็นการป้องกันการได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานที่จะเกิดขึ้น บริษัทได้เตรียมวัคซีนไว้ฉีดเพื่อรองรับให้กับกลุ่มผู้รับเหมาที่จะรับงานให้กับบริษัทด้วยเช่นกัน โดยปัจจุบันบริษัทก่อสร้างมีงานในมือประมาณ 8,000 ล้านบาท และคาดว่ารายได้กับกำไรสุทธิในปีนี้จะเติบโตมากกว่าในปี 63 เนื่องจากจะสามารถรับรู้รายได้จากธุรกิจอสังหาฯประเภทบ้านเดี่ยวที่จะพร้อมโอนได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้
และปิดท้ายกันที่ผู้รับเหมาขนาดกลางอีกหนึ่งรายที่ปัจจุบันมีงานส่วนใหญ่อยู่ในกทม.รวมถึงจังหวัดอื่นๆที่ได้รับผลกระทบด้านแรงงาน อย่าง บริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR โดยคุณปสันน สวัสดิ์บุรี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายธุรกิจใหม่และวางแผนกลยุทธ์ เปิดเผยว่า คำสั่งจากภาครัฐที่เกิดขึ้นจะทำให้มีผลกระทบต่อบริษัทอย่างน้อยกว่า 1 เดือนครึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบทางตัวเลขว่าจะได้รับความเสียหายขนาดไหน
ขณะเดียวกันสิ่งที่บริษัททำได้อยู่ขณะนี้คือ จะต้องรอนโยบายมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจนจากทางภาครัฐ หลังจากที่ทุกอย่างทุกสั่งปิด ไซต์งานก่อสร้างก็ต้องหยุดดำเนินการไปด้วย ทั้งนี้เชื่อว่าเมื่อทุกอย่างคลี่คลาย ก็จะสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจก่อสร้างได้ปกติ
……..นี่คือเสียงส่วนหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐที่ต้องการจะตัดตอนเชื้อไวรัสโควิด19 เพื่อไม่ให้เกิดการระบาด และรุนแรงไปมากกว่านี้ แต่อย่างไรก็ตามยังมีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบอีกหลายๆธุรกิจด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะต้องจับตาดูว่าสถานการณ์ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร จะขายขาดสักที หรือจะเป็นแบบนี้เรื่อยๆตลอดไป…..
ห่วงกระทบเศรษฐกิจโตต่ำ
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส (ASPS) ประเมินมาตรการรัฐล็อคดาวน์ 10 จังหวัดคุมโควิดจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และตลาดหุ้น และทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจในงวดไตรมาส 3/64 ชะลอตัวลงและส่งผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ยิ่งใช้ยิ่งได้ และคนละครึ่งเฟส 3 มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง เพราะช่องทางการใช้จ่ายของประชนจะถูกจำกัดมากขึ้นและอาจการเพิ่มความท้าทายต่อแผนการเปิดประเทศภายใน 120 วันของรัฐได้เช่นกัน
ทั้งนี้การ Lockdown จะกระทบต่อ GDP รวมทั้งประเทศประมาณ 1.52% คาดว่าจะส่งผลให้ GDP ไทย งวดไตรมาส 2-3/64 ชะลอตัวลงในและมีโอกาสติดลบทั้งช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้าก่อนที่จะไปฟื้นงวดไตรมาส 4/64 เนื่องจากฐานงวดไตรมาส 3/63 ที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามเชื่อว่า GDP น่าจะไม่ชะลอไปมากเท่าปี 63 เนื่องจากในปีนี้ภาคส่งออกที่มีแนวโน้มฟื้น หลังธปท.คาดขยายตัวทั้งปีที่ 17% อาจมาช่วยหักล้างการชะลอตัวลงของGDP ปี 64 ได้ในบางส่วน
