SET หวังวัคซีนคือจุดชี้ขาดการลงทุน มั่นใจหุ้น IPO ยังสร้างความคึกคัก
ตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลังยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งการแพร่ระบาดของ covid-19 และความผันผวนในตลาดการเงิน แต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังมีความหวังจากวัคซีนที่เป็นเหมือนแสงสว่าง โดยคุณภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาวะของตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลังนั้น ปัจจัยที่จะมีผลกับการลงทุนปัจจัยหลัก คือ เรื่องของวัคซีน Covid -19 ที่เหมือนกับแสงสว่างของโลกการลงทุน
เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการฉีดวัคซีน ซึ่งสัดส่วนของตลาดหุ้นไทยมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม เวลบี้อิง จำนวนมาก ซึ่งหากเมื่อไหร่ก็ตามที่วัคซีนทั่วถึงก็จะช่วยให้การขับเคลื่อนของกำไรในธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนกลับสู่ภาวะปกติ
“วัคซีน เป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลัง ถ้าเรามีความคืบหน้า หรือ มีการฉีดวัคซีนที่ทั่วถึงจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้หุ้นไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง”
อย่างไรก็ตามปัจจัยหนึ่งที่สร้างความคึกคักให้กับตลาดหุ้นไทยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาและมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 1 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากหุ้น IPO ที่มีความน่าสนใจจำนวนมาก และในขณะเดียวกันต้องขอบคุณนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนให้มีการกระจายหุ้น IPO ถึงมือนักลงทุนรายบุคคลของหุ้นขนาดใหญ่ที่ทำให้มีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาในตลาดหุ้นจำนวนมาก
IPO จะถือว่าเป็นจุดแข็งหนึ่งของ SET ซึ่งในอนาคต SET มั่นใจว่าจะมีหุ้นที่น่าสนใจเข้าระดุมทุนอย่างต่อเนื่อง โดยวิธีการทำงานของSET มีการวางแผนในการจัดหาธุรกิจเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นระยะยาว 3-5 ปี ซึ่งในหลายธุรกิจที่เข้าระดมทุนในตลาดแรกเฉลี่ยปีละ 2.5 แสนล้านบาท และระดมทุนผ่านตลาดรอง หรือ เพิ่มทุน ปีละ 2.5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ในธุรกิจที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตจะมีความน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งSET มองว่าไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น แต่หากเป็นการต่อยอดของความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมที่เป็นจุดเด่นในประเทศไทยก็สามารถสร้างสีสันได้
เช่น ประเทศไทยมีคามแข็งแกร่งในด้านการเป็นอุตสาหกรรมอาหารหรือครัวของโลก หากในอนาคตมีบริษัทในด้านของเทคโนโลยีเกี่ยวกับอาหารเข้าระดมทุนทุนมากขึ้น ก็ถือว่าน่าสนใจ หรือการต่อเชื่อมระบบโลจิสติกส์ต่างๆก็เป็นความน่าสนใจเช่นกัน รวมถึงการหาธุรกิจใหม่ๆผ่านธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กผ่านแพลตฟอร์ม Live ด้วย
อย่างไรก็ตาม SET ยังมองโอกาสในการเปิดช่องให้บริษัทหรือธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น โดย SET ได้มีแนวทางในการแก้ไขเกณฑ์ มาร์เก็ตแคป ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจที่น่าสนใจที่มีโอกาสเติบโต หรือ เป็นช่องทางการระดมทุนจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีกด้วย
แม้ปริมาณซื้อขายจะซบเซาแต่ SET ยังดูดี
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ เปิดเผยถึงจากกรณีที่ปริมาณการซื้อขายของดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาที่ปรับตัวลดลงเหลือระดับไม่ถึงแสนล้านบาทเฉลี่ยต่อวันนั้นสามารถมองได้หลายมุม โดยในมุมแรกหลายคนอาจจะมองว่าไม่ดี เพราะถือเป็นมูลค่าการซื้อขายที่ต่ำกว่าตั้งแต่ในช่วงเดือนพ.ย.ปี 63 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่โจ ไบเดนจะเข้ามารับตำแหน่ง ก่อนที่ตลาดหุ้นทั่วเอเชียจะพีคขึ้นมา
แต่อย่างไรก็ตามในอีกมุมนึงนั้นถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่ากลุ่มหุ้นขนาดใหญ่จะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในกรอบที่จำกัด เพราะว่ามีแรงขายไปจนหมดแล้ว แต่ในขณะที่กลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กนั้น พอมีมูลค่าการซื้อขายน้อยลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบ ดังนั้นจึงทำให้หุ้นขนาดกลางและหุ้นขนาดเล็กไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นต่อได้
โดยจะทำให้เกิดการเปลี่ยนกลุ่มการลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยที่เป็นรายใหญ่ในตลาดหุ้น จะเปลี่ยนการลงทุนจากหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กมาเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เพราะหุ้นขนาดใหญ่จะมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีหลายบริษัทที่ผลประกอบการจะฟื้นตัวขึ้นมา เช่นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะฟื้นตัวจากการตั้งสำรองที่น้อยลง
ดังนั้นมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางและซบเซาในปัจจุบันนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายมากนัก ซึ่งอาจจะบ่งบอกถึงสภาวะตลาดซบเซา แต่ไม่ได้บอกว่าตลาดหุ้นจะแย่ ซึ่งหากตลาดจะแย่นั้น จะต้องมีความเคลื่อนไหวที่ผันผวน ปรับตัวลดลงแรง ซึ่งเมื่อเทียบกับในสถานการณ์ขณะนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยไม่ได้เป็นในลักษณะดังกล่าว
ทั้งนี้มีโอกาสที่จะได้เห็นนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทย เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติไม่ได้ขายหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว เพราะตลาดหุ้นในกลุ่มภูมิภาคเอเชียได้รับผลกระทบจากแรงขายดังกล่าวไปด้วย ในครึ่งหลังของปีนักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาในตลาดหุ้นเกิดใหม่ เพราะว่าจะเริ่มได้เห็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ดังนั้นจะทำให้เศรษฐกิจในฝั่งเอเชียฟื้นตัวขึ้นมา
ขณะที่ตลาดหุ้นไทย จะต้องมีประเด็นบวกจากความหวังว่าในอีก 7 วันข้างหน้า จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่จากไวรัสโควิด19 จะต้องลดลง และอาจจะมีข่าวดีจากวัคซีนทางเลือกอย่างโมเดอร์นามากขึ้น เช่นอาจจะมีข่าวดีว่าการมาของวัคซีนโมเดอร์นาจะมาก่อนกำหนด จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นตลาดหุ้นไทยได้เช่นกัน อีกทั้งไฮไลท์หลักคือ การประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่จะทยอยประกาศในช่วงสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป
