NER กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โบรกเกอร์คาดกำไรโตไปอีก 3 ปี
การเติบโตของ NER นั้นจะมีแนวโน้มที่ดีมากในอนาคต เพราะภาวะยางพาราที่กำลังเป็นขาขึ้น นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ มองว่า ในปีนี้จะเป็นปีที่ดีมากของ NER โดยวางเป้ายอดขายยางพาราปี 64 ยอดขาย 2.45 หมื่นล้านบาท ปริมาณขาย 4.4 แสนตัน นอกจากนี้ยังมองว่าปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจะมาจากในปลายปีนี้จะขยายกำลังการผลิตสินค้ายางแท่ง (STR) ซึ่งจะส่งผลให้ปี 65 มีกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นมาก
โดยทางNER มองว่า แนวโน้มราคายางยังเป็นขาขึ้นอีก 5 ปี ตามความต้องการยางยังเพิ่มสูงขึ้น ทั้งถุงมือยางทางการแพทย์ อุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้น ขณะที่ซัพพลายเท่าเดิม แต่ดีมานด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ยาวถึงไตรมาส 4/64 มองแนวโน้มราคายางแผ่นรมควันปีนี้เฉลี่ย 60-80 บาท/ก.ก.จากปัจจุบันแตะ 70 บาท แล้ว
บล.เคทีบี เอสที ประเมินว่า NER ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีมาก และได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 9.00 บาท จาก 8.50 บาท สาเหตุจากการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2021 ขึ้น โดยเราประมาณการกำไรปกติไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 492 ล้านบาท (+210% YoY.+19% QoQ)
สาเหตุมาการปรับเป้าหมายมาจาก
1) ปริมาณการขายอยู่ที่ 116,000 ตัน เพิ่มขึ้น84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 29% จากไตรมาสก่อน
2) gross margin จะอยู่ที่ 12% ลดลงจากไตรมาสที่ 1 ที่ 12.8% เป็นผลมาจากราคายางเฉลี่ยในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 63 ซึ่งเป็นราคาขายบริษัทในช่วง ไตรมาสที่ 1 ปรับตัวขึ้นมามากกว่าการปรับตัวขึ้นของราคายางเฉลี่ยในช่วง ไตรมาสที่1 ซึ่งเป็นราคาขายบริษัทในช่วงไตรมาสที่ 2
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2021 /22 ขึ้น +5%/+2% อยู่ที่ 1,863 ล้านบาท (+117% YoY) และกำไรสุทธิปี 2022 อยู่ที่ 1,981 ล้านบาท (+6% YoY) ตามลำดับ
สาเหตุหลักมาจาก 1) ปรับปริมาณการขายปี 2021E ขึ้นเป็น 450,000 ตัน จาก 440,000 ตัน, คงปริมาณการขายปี 2022E ที่ 480,000 ตัน 2) ปรับ gross margin ขึ้นเป็น 12.2% จาก 12% จากแนวโน้ม gross margin ในช่วง 1H21E ที่ดีกว่าคาด
ราคาหุ้น outperform ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สาเหตุมาจากผลการดำเนินงานที่ออกมาดีอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับผลกระทบจาก covid-19 เหมือนกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น โดยเรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มกำไรที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นทำ “New High” ทุกปี ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า และผลการดำเนินงานปี 2022E มี upside จากธุรกิจใหม่
บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) ประเมินว่า ไตรมาสที่ 2 กำไร 438 ล้านบาท +95% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสก่อน จากปริมาณขายเพิ่มจากกำลังการผลิตโรงงานใหม่เข้ามา ขณะที่ยอดขาย เพิ่มขึ้น25% จากไตรมาสก่อน ( และคาด margin ใกล้เคียง ปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสที่ 1 จากราคาขายที่ลดลง และคาดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามยอดขายเพิ่มขึ้น
คงแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 8.40 บาท ทางฝ่ายยังชอบ NER จากการเติบโตของคำสั่งซื้อของฐานลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ที่มาเพิ่มเพื่อรองรับการเติบโตของการดำเนินงาน รวมถึงแผนขยายฐานรายได้ใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต อีกทั้งราคาปัจจุบันซื้อขายบน P/E เพียง 7 เท่าไม่แพงนักหากเทียบกับการเติบโตและผลตอบแทนเงินปันผลที่ราว 5% ต่อปี

