เศรษฐกิจไทยใต้หมอกควัน กำลังดันเงินออกนอกประเทศ

ภาพของตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ นักลงทุนต่างชาติ และ นักลงทุนสถาบัน ยังเทขายหุ้นไทยหุ้นไทย โดยนักลงทุนต่างชาติ ขายหุ้นไทยมากกว่า แสนล้านบาท และนักลงทุนสถาบัน ขายหุ้นไทยเกือบ 4 หมื่นล้านบาท มีนักลงทุนรายบุคคลเท่านั้นที่เป็นผู้ที่เข้าซื้ออย่างต่อเนื่อง


การเทขายของนักลงทุนทั้ง 2 กลุ่มสะท้อนความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก  โดยนักลงทุนสถาบัน ยอมรับว่า การเติบโตในประเทศไทยนั้นไม่น่าสนใจอีกแล้ว และนักลงทุนไทยมีทางเลือกที่จะไปลงทุนในต่างประเทศ ทำให้เม็ดเงินที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทย มีเพียงนักลงทุนรายบุคคลเท่านั้นที่ยังเติมเข้ามาต่อเนื่อง



หุ้นไทยไม่น่าสนใจลงทุน
?

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ประเด็นที่สถาบันกับต่างชาติขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องนั้น ต้องบอกว่าภาวะการลงทุนในช่วงนี้ หุ้นไทยเป็นตัวเลือกที่ไม่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับหลายๆประเทศ 


โดยเนื่องจาก ธุรกิจที่มีอยู่ในเมืองไทยส่วนใหญ่จะอิงกำลังซื้อภายในประเทศ  และเนื่องจากที่ประเทศไทยมีชนชั้นกลางค่อนข้างสูง รวมทั้งอิงภาพของการท่องเที่ยว หรือ บริการ ซึ่งภาพของสถานการณ์โควิด-19 จะกระทบการบริโภค และด้านบริการ ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่สถานการณ์จะดีขึ้น


ดังนั้นมองว่าการที่เขาไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ที่มีประเด็นการลงทุนที่ชัดเจนกว่า อย่างเช่นไต้หวัน ก็จะเป็นธีมของเทคโนโลยี ขณะที่เกาหลีก็จะเป็นธีมของเทคโนโลยีเช่นกัน ซึ่งมีผลกระทบกับโควิด-19 ที่น้อยกว่า และอิงกำลังซื้อที่น้อยกว่าเช่นกัน รวมทั้งไม่พึ่งพาการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่น่าจะมีความไม่แน่นอน และต้องใช้เวลา โดยเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติเองก็จะสามารถวาง position ได้


ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาจะเห็นว่า ธีมของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก จะส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มโภคภัณฑ์ ซึ่งจะมีเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามาในระดับหนึ่ง แต่พอมาถึงช่วงครึ่งปีหลัง การฟื้นตัวของสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆจะเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจาก ในประเทศต่างๆ อย่างเช่น ยุโรป การฟื้นตัวจะเริ่มกลับไปที่ภาคบริการมากขึ้น ผลประกอบการกลุ่มโภคภัณฑ์ในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะมีตัวเลขที่ชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก


เพราะฉะนั้น ในลักษณะแบบนี้นักลงทุนก็จะเริ่มปรับพอร์ตแล้ว โดยครึ่งปีหลังก็จะมีการลดน้ำหนักหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมีฯ หุ้นในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นเมื่อการบริโภคของเราไม่ฟื้น และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ที่เริ่มค่อยๆหมดเสน่ห์ ถ้าหากต่างชาติจะปรับพอร์ตขายหุ้นไทย หรือลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด


ทั้งนี้นักลงทุนจะต้องมาดูความถูกแพงของตลาดหุ้นว่า จะมีจุดไหนที่จะทำให้ตลาดหุ้นกลับมาจูงใจได้อีกบ้าง ซึ่งวิธีที่จะทำให้ตลาดหุ้นดูน่าสนใจ ก็มีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน โดยอย่างแรก กำไรออกมาดีมาก จนกระทั่งราคาหุ้นถูก และอีกอย่างคือ กำไรดูไม่ดี ซึ่งวิธีการที่จะทำให้หุ้นจูงใจก็คือ ราคาหุ้นต้องลงไปจนถึงระดับที่มองว่าน่าสนใจ แต่ปัญหาคือ ตอนนี้การปรับประมาณการต่างๆ ของเราในทิศทางขึ้น เริ่มชะลอลงแล้ว ในขณะเดียวกันมีการล็อกดาวน์ที่อาจจะยาวนานได้ในไตรมาส 3 จึงเป็นความเสี่ยงต่อการปรับประมาณการลง


ทั้งนี้ประเด็นที่หุ้นแพงในช่วงที่ผ่านมา และสามารถแพงขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะว่าโมเมนตัมของการปรับประมาณการขึ้นที่หล่อเลี้ยงตลาดอยู่ แต่เมื่อโมเมนตัวนี้เกิดสะดุด และมีความเสี่ยงของการปรับประมาณการลง ถ้าเป็นแบบนี้ตลาดเองก็จะเผื่อใจไว้เลยว่า ราคาต้องถูกในระดับหนึ่ง ถึงจะกลับมาน่าสนใจ จึงทำให้นักลงทุนอาจจะต้องอยู่ในจุดที่รอราคาและจุดซื้อที่ดีกว่า


ดังนั้นตรงนี้อาจจะมีหุ้นบางตัวที่สามารถเก็งกำไรได้ หรือมีธีมเก็งกำไรในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นในกลุ่มผลประกอบการดี หรือกลุ่มที่เกี่ยวกับด้านได้ผลบวกจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างเช่น อุปกรณ์ทางด้านการแพทย์ แต่ว่าจะเป็นเพียงการเก็งกำไรเท่านั้น ซึ่งจุดซื้อที่เป็นจุดเพิ่มน้ำหนักการลงทุน หรือจุดซื้อที่ดี อาจจะเป็นระดับที่ต่ำกว่า 1,500 จุด



รายใหญ่เริ่มไปต่างประเทศ

“คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ. แอสเซท พลัส จำกัด ได้กล่าวว่าปริมาณการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยในช่วง1-2ปีที่ผ่านมานักลงทุนรายย่อยและกลุ่มนักลงทุนที่มีสินทรัพย์สูง(ไฮเน็ตเวิร์ธ)ได้มีการหมุนเงินลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบกองทุนรวมหรือหุ้นรายตัว


ซึ่งสาเหตุหลักตามเทรนด์การลงทุนและการแสวงหาตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เนื่องจากแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีเหมือนในอดีตจึงไม่อาจดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ทำให้การจะลงทุนจะต้องโฟกัสเป็นหุ้นรายตัวที่มีการเติบโตได้ดีหรือเป็นอุตสาหกรรมธุรกิจใหม่ๆ



สถาบันบางกลุ่มยังประคองตลาด

แต่อย่างไรก็ดีการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยก็ไม่มีโอกาสที่จะเห็นการปรับตัวลงหนักๆหรือจนถึงขึ้นระเนระนาดได้  เนื่องจากเม็ดเงินของกลุ่มนักลงทุนที่คอยพยุงตลาดในตอนนี้มาจากนักลงทุนสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นกบข. ประกันสังคมและประกันต่างๆ รวมถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น 


เพราะด้วยข้อกำหนดกฎหมายที่มีข้อบังคับให้มีการลงทุนได้เพียงแค่ในตลาดหุ้นไทย โดยยังไม่นับรวมกับกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์แต่ละแห่ง ที่มีเม็ดเงินรวมกันหลักแสนล้าน ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้นักลงทุนทั่วไปส่วนมากก็ยังไม่ทราบและมีความเข้าใจถึงกฎเกณฑ์



This’s Alano x กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา