Official Update :

MINT- SHR เตรียมรับผลบวก ในวันที่ต่างประเทศคุมโควิดได้ดีกว่าไทย

จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดอย่างรุนแรงในประเทศไทย ส่งผลต่อสภาวะเศรษฐกิจ และอุตสากรรมการท่องเที่ยว เป็นเหตุทำให้หลายสำนักวิจัยต้องทำลดประมาณการณ์ GDP ในปีนี้ลง แต่ถ้าหากมองไปต่างประเทศนั้น สามารถควบคุมการระบาดได้ดี และได้ทยอยเปิดประเทศไปแล้ว ดังนั้นเราจะพานักลงทุนมาดูกันว่า 2 หุ้นโรงแรมในตลาดหุ้นไทยจะได้รับอานิสงส์มากแค่ไหน


โดย MINT หรือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ SHR หรือ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ถือเป็น 2 บริษัทในตลาดหุ้นไทยที่ดำเนินธุรกิจโรงแรม กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆในทั่วโลก แม้ประเทศไทยยังเผชิญกับแรงกดดันของโควิด-19 แต่ในต่างประเทศส่งสัญญาณคลี่คลายลงแล้ว


สะท้อนจากมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่บอกว่า การกลับเข้าลงทุน ให้เน้นกลยุทธ์โรงแรมที่ไม่พึ่งพิงตลาดไทยที่อาจจะฉีดวัคซีนได้ช้ากว่าคาด จึงเลือก MINT ราคาเป้าหมาย 35.40 บาท และ SHR ราคาเป้าหมาย 4.46 บาท เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม


ทั้งนี้การระบาดที่ยังรุนแรงขึ้น กดดันผลประกอบการไตรมาส 2 และต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 ให้อ่อนแอกว่าที่เราและตลาดคาดโดยเฉพาะหุ้นที่มีรายได้จากในประเทศไทยเป็นหลัก เช่น CENTEL และ ERW ขณะที่ MINT ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวในยุโรป ช่วยชดเชย ธุรกิจอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสาขาในห้าง ส่วน SHR ยังเป็นหุ้นเด่นที่สุดของกลุ่ม การฟื้นตัวใน Maldives และ UK เป็นแรงหนุนสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 3/64



MINT ไตรมาส 3 ส่งสัญญาณฟื้นตัว

MINT มีธุรกิจโรงแรม สิ้นไตรมาส 2/2564 มีโรงแรมที่ลงทุนเองจำนวน 372 แห่ง และมีโรงแรมและเซอร์วิส สวีทที่รับจ้างบริหารอีก 155 แห่ง ใน 55 ประเทศ ซึ่งมีจำนวนห้องพักทั้งสิ้น 75,242 ห้อง เป็นห้องที่บริษัทลงทุนเอง 56,366 ห้อง และห้องที่บริษัทรับจ้างบริหาร 18,876 ห้อง โดยจากห้องพักทั้งหมด เป็นห้องพักในประเทศไทย 4,809 ห้อง คิดเป็นสัดส่วน 6% และเป็นห้องพักในต่างประเทศ 70,433 ห้อง คิดเป็นสัดส่วน 94% ในอีก 54 ประเทศครอบคลุมทั่วทวีปเอเชีย โอเชียเนีย ยุโรป อเมริกา และแอฟริกา


ขณะที่ธุรกิจร้านอาหาร สิ้นไตรมาส 2/2564 มี 2,367 สาขา แบ่งเป็น โดยเป็นสาขาในประเทศไทย 1,587 สาขา คิดเป็นสัดส่วน 67% และเป็นสาขาในต่างประเทศ 780 สาขา คิดเป็นสัดส่วน 33% ในอีก 25 ประเทศครอบคลุมทั่วทวีป เอเชีย โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง ยุโรป ประเทศแคนาดา และ ประเทศเม็กซิโก


อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ บริษัทย่อยของ MINT ได้จำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยใน SPC และ SGH จำนวน 100% เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 64 โดยมูลค่ารวมของรายการจำหน่ายไปอยู่ที่ 148 ล้านยูโร (ประมาณ 5,700 ล้านบาท) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระหนี้


แต่ภายหลังการจำหน่ายเงินลงทุนข้างต้น NH Hotel Group (NHH) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ MINT จะเข้าบริหารโรงแรมภายใต้สัญญาเช่าในเบื้องต้นเป็นระยะเวลา 20 ปี และ NHH ยังสามารถขยายสัญญาเช่าต่อไปอีกรวมสูงสุดไม่เกิน 30 ปี ภายใต้แบรนด์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน


ล่าสุดรายงานงบไตรมาส 2/64 มีผลขาดทุนสุทธิ 3,923.91 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 8,447.63 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงาน 15,587 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 2 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรป และทุกกลุ่มธุรกิจร้านอาหารหลัก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีนและออสเตรเลีย รวมถึงฐานของผลการดำเนินงานที่ต่ำในไตรมาส 2/2563 ซึ่งโรงแรมและร้านอาหารหลายสาขาปิดให้บริการเป็นการชั่วคราว


มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า รายงานล่าสุดของคณะกรรมการท่องเที่ยวยุโรป (ETC) เห็นความมั่นใจในการเดินทางในประเทศหลักใน EU เติบโตขึ้น 70% หลังการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นในทุกประเทศต้นทางนักท่องเที่ยว (UK, Germany, France) แม้จะมีมาตรการควบคุมบ้าง สำหรับการเดินทางที่ไม่ต้องกักตัว (เช่น การตรวจ PCR, การฉีดวัคซีนที่ได้รับการรองรับจาก EMA)


โดยคาดประเด็นนี้จะหนุนความต้องการท่องเที่ยวในประเทศและในภูมิภาคให้คงแนวโน้มการฟื้นตัวต่อไปยังครึ่งหลังปี 64 และเห็นการฟื้นตัวเทียบกับไตรมาสก่อนของการเข้าร่วม Airbnb ในยุโรป (ตั้งแต่การเปิดเมืองในปีที่แล้ว) จะหนุนมุมมองการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในยุโรป


จึงปรับคำแนะนำเป็น ถือ MINT มูลค่าพื้นฐาน 27.00 บาท หากมองต่อไปข้างหน้า คณะกรรมการยุโรปคงเป้าหมายการฉีดวัคซีนครบโดสให้ประชากร 70% ภายในก.ย. จะหนุนความต้องการเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดอีกครั้ง เนื่องจาก 54% ของประชากรยุโรปจะเดินทางเมื่อได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งจะหนุนการฟื้นตัว NH ต่อเนื่องไปยังครึ่งหลังปีนี้


ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 35.00 บาท โดย MINT ได้รับผลดีจากยุโรปที่เปิดประเทศให้เที่ยวกันภายในกลุ่ม ขณะที่ valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯ  จึงคงประมาณการผลการดำเนินงานปี 64 คาดจะเห็นการฟื้นตัวได้เร็วกว่ากลุ่มฯช่วงครึ่งหลังปีนี้จากยุโรป


คงประมาณการผลการดำเนินงานในปีนี้ เป็นขาดทุนปกติที่ 1.7 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ขาดทุนปกติถึง 1.9 หมื่นล้านบาท ขณะที่คาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/64 จะยังคงขาดทุนแต่ฟื้นตัวได้ดีขึ้นเมื่อเทียบทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาส 2 เพราะยุโรปเริ่มให้นักท่องเที่ยวบางประเทศเข้าไปเที่ยวได้แล้ว อีกทั้งยังมีกำไรจากการขายโรงแรมทิโวลีอีก 2 โรงแรมจำนวน 1 พันล้านบาทเข้ามาช่วยหนุน และคาดจะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิได้ในปี 65 จากธุรกิจโรงแรมที่เราคาดว่าจะฟื้นตัวได้เร็วที่สุดในกลุ่ม เพราะการฉีดวัคซีนได้เร็วในยุโรป



SHR หนี้ต่ำ

ขณะที่ SHR บริษัทในเครือของ สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินธุรกิจโรงแรมและมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพอร์ตโฟลิโอของโรงแรมและรีสอร์ทที่มีมาตรฐานระดับโลกทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยความเชี่ยวชาญในการบริหารและลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทคุณภาพสูงในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทั่วโลก ทำให้ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท พัฒนาแบรนด์ไลฟ์สไตล์โฮเทลของตนเองขึ้นมาหลายแบรนด์ ทั้งยังได้ร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำในธุรกิจโรงแรมอีกด้วย


ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 บริษัทมีโรงแรมที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วทั้งหมด 38 แห่ง ประกอบด้วย โรงแรมที่บริษัทบริหารจัดการเอง โรงแรม Outrigger โรงแรมในโครงการ CROSSROADS เฟส 1 โรงแรมของบริษัทในสหราชอาณาจักร และโรงแรมที่มีการดำเนินงานในลักษณะการร่วมค้า ซึ่งมีจำนวนห้องพักรวมกันทั้งสิ้น 4,522 ห้อง โดยมีโรงแรมกระจายอยู่ในประเทศไทย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐ มอริเชียส สหราชอาณาจักร


ล่าสุดงวดไตรมาส 2/64 รายงานผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 571 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 810 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามภาพรวมครึ่งปีแรกของปี 64 ยังมีผลขาดทุนสุทธิสูงถึงระดับ 882 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 575 ล้านบาท


นายเดิร์ก อังเดร ลีน่า คุยเบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า SHR ยังมั่นใจผลประกอบการได้ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 แล้ว และเชื่อมั่นผลประกอบการตั้งแต่ในไตรมาส 3 จะปรับตัวดีขึ้น ภายหลังภาคการท่องเที่ยวในหลายประเทศทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวจากการประสบความสำเร็จในการกระจายวัคซีนให้ประชากรในอัตราสูง สอดรับกับการก้าวเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี


ปัจจัยสำคัญที่จะหนุนผลประกอบการในครึ่งปีหลังของโรงแรมในสหราชอาณาจักร และโรงแรมในโครงการ CROSS-ROADS ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ได้แก่ ความชัดเจนในการเปิดพรมแดนในการเดินทางระหว่างประเทศ โดยอังกฤษมีการประกาศยกเลิกข้อจำกัดในการเดินทางและมาตรการปิดเมืองต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ในขณะที่มัลดีฟส์มีการเปิดรับนักท่องเที่ยวเอเชียใต้ให้เดินทางเข้าประเทศได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม ซึ่งตัวเลขนักท่องเที่ยวเดินทางเข้า มัลดีฟส์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 81 ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า


สำหรับโรงแรมในประเทศไทยของ SHR ได้รับอานิสงส์จากนโยบายของรัฐบาลที่เริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้าประเทศไทยอีกครั้ง ภายใต้โครงการนำร่อง Phuket Sandbox โดย SAii Laguna Phuket มีอัตราการเข้าพักในเดือนกรกฎาคมถึง 37% ทั้งนี้คาดว่าหากสถานการณ์การควบคุมโรคในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญมีทิศทางที่ดีขึ้น เชื่อว่ารัฐบาลจะขยายการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปยังจังหวัดนำร่องอื่นๆ เพื่อพลิกฟื้นภาคการท่องเที่ยวอีกครั้ง


ส่วนพัฒนาการที่สำคัญในด้านการลงทุน ได้แก่ การเดินหน้ารุกตลาดลักซ์ชัวรี่ในมัลดีฟส์ ร่วมกับ Wai Eco World Developer Pte. Ltd. : WEWD กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ โดยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ลงนามในข้อตกลงบริหารจัดการโรงแรมครั้งสำคัญ กับ “โซ/ โฮเต็ลแอนด์รีสอร์ท” (SO/ Hotels & Resorts) แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เติบโตเร็วที่สุดของแอคคอร์ (Accor) ในการพัฒนาและบริหารรีสอร์ทแห่งที่ 3 ของโครงการ CROSSROADS ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ซึ่งวางแผนเปิดตัวในปี 2566


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 4.50 บาทโดยคาดผลประกอบการฟื้นตัวในไตรมาส 3/64 ซึ่งในภาวะที่สถานการณ์ COVID-19 ในประเทศไทยรุนแรงมากขึ้น เราคาดว่าผลประกอบการของ SHR จะฟื้นตัวในไตรมาส 3/64 เมื่อเทียบจากไตรมาส 2/64 เนื่องจากบริษัทมีการกระจายรายได้กว่าครึ่งของธุรกิจโรงแรมไปที่อังกฤษและมัลดีฟส์


โดยในส่วนของประเทศอังกฤษ มีการทยอยผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการเดินทางมาตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม 2564 และมีการผ่อนคลายข้อจำกัดเกี่ยวกับ COVID-19 ส่วนที่เหลืออยู่ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2564 ส่วนของมัลดีฟส์ สถานการณ์ปัจจุบันยังคุมได้ดีอยู่ และมีการยกเลิกข้อจำกัดด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเซียใต้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2564


ดังนั้นยังคงมองบวกกับ SHR เนื่องจากกิจการโรงแรมของบริษัทมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีในระยะสั้น นำโดยโรงแรมในมัลดีฟส์และอังกฤษ นอกจากนี้ เรายังมองว่า SHR เป็นหุ้น value play เนื่องจากราคาหุ้นในปัจจุบันคิดเป็น P/BV ปี 2564 ที่ 0.8 เท่า เท่านั้น จึงคงคำแนะนำซื้อ และประเมินราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 4.50 บาท โดยคาดปี 2564 มีผลขาดทุนสุทธิ 1,300 ล้านบาท แต่ปี 2565 คาดพลิกมีกำไร 120 ล้านบาท





This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Sustainability
“การปรับปรุงหลักเกณฑ์” ครั้งนี้… ช่วยเพิ่ม “ขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ให้ภาคธุรกิจไทย !!!
เมื่อ 16 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“M-MIDSMALL-A” เฟ้นหุ้นไทย “ไซส์กลาง-เล็ก”... ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
“บริหารเงินก้อน” ยามเกษียณอย่างไรดี?
เมื่อ อีก 7 ชั่วโมง
Where to put your money
“หุ้นกู้มีปัญหา” 9M26 สุทธิอยู่ที่ 6.6 พันลบ. ไตรมาส4/26 มี “หุ้นกู้ระยะยาว” ครบกำหนด 1.7 แสนลบ. เป็น “High Yield” เพียง 7% เท่านั้น !!!
เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
13 “บลจ.” ปันผลคืนแม่ 1H26 กว่า 5.9 พันลบ. เพิ่มขึ้น +8.55%... 6 “แบงก์แม่” ยิ้มรับปันผลไป 4.2 พันลบ. คิดเป็น 71% ของปันผลทั้งระบบ พบมี 11 “บลจ.” ยัง “ขาดทุนสะสม” อยู่ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us