เจาะลึก 5 หุ้นเด่นกลุ่มพลังงาน ในวันที่ราคาน้ำมันเป็นขาขึ้น
หุ้นพลังงานวิ่งตอบรับข่าวดี หลังราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มหลังสกุลเงินดอลล่าร์อ่อนค่าลงมากในช่วงที่ผ่านมา หลังปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อตลาดน้ำมัน เพราะทำให้สัญญาน้ำมันดิบมีราคาถูกลง และมีความน่าสนใจลงทุนมากขึ้นสำหรับนักลงทุนที่ถือเงินสกุลอื่น จึงถือเป็น sentiment เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มดังกล่าว โดยจะมีหุ้นตัวไหนน่าสนใจ Wealthy Thai รวบรวมมาให้แล้ว
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวได้ครั้งแรก หลังปรับตัวลงติดต่อกัน 7 วัน กดดันจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ Delta, ดอลลาร์แข็งค่า, และตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอ โดยจากดอลลาร์อ่อนค่า, ข่าวอนุมัติใช้งานวัคซีน Pfizer, ไม่มีผู้ติดเชื้อใหม่ในจีน รวมทั้งการฟื้นตัวตามปัจจัยด้านเทคนิค
ทั้งนี้ราคาน้ำมันที่ฟื้นตัวได้ดีเป็นบวกต่อกลุ่มพลังงาน ประกอบกับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อในประเทศที่ลดลง เป็นบวกต่อ หุ้นพลังงานที่ อิงกับอุปสงค์ในประเทศอย่างโรงกลั่น – สถานีบริการน้ำมัน เพราะมากกว่า 90% ของการจำหน่ายน้ำมันพึ่งพาตลาดในประเทศ ชอบ TOP, BCP รวมทั้งหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวอย่าง PTTGC ที่ประกาศจ่ายเงินปันผล 2.00 บาท/หุ้น (Yield 3.4%) XD วันที่ 3 ก.ย. และ PTT ที่ราคาหุ้น YTD ยัง Laggard มากสุด
เจาะลึก 5 หุ้นเด่นน่าสนใจแค่ไหน
เริ่มต้นด้วยธุรกิจต้นน้ำอย่าง PTTEP โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า หุ้นที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น คือ PTTEP โดยแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/64 ปริมาณขายน่าจะลดลงจากไตรมาส 2 เพราะการเรียกก๊าซจาก PTT น้อยลง แต่คาดว่ามีขาดทุนจากทำประกันความเสี่ยงน้อยลง โดยรวมประเมินว่ากำไรสุทธิไตรมาส 3/64 มีโอกาสเติบโตได้จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จึงแนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 156 บาท (DCF)
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดว่าภาพการดำเนินงานปี 2564 จะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งจากการเริ่มผลิตโดยเฉพาะโครงการโอมาน 61 และ SabahH ที่เริ่มผลิตตั้งแต่ไตรมาส 1 ที่ผ่านมาทำให้ปริมาณขายทั้งปีจะดีกว่าที่เคยคาดไว้ที่ 4.05 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เป็น 4.12 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยเดิมประมาณการกำไรปี 2564 เป็น 42,612 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 88% จากปีก่อนแนะนำ“ซื้อ” ปรับราคาพื้นฐานเป็น 136.00 บาท
PTT มูลค่าหุ้นยังคงอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
ตามด้วยหุ้น Laggard อย่าง PTT ที่ล่าสุดได้ให้ บริษัท พีทีที โกลบอล แอลเอ็นจี จำกัด (PTTGL) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย โดยถือหุ้นร่วมกับ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ แอลเอ็นจี เจวี จำกัด (“BGP LNG JV”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM จำนวน 250,000 หุ้น ในราคาจองซื้อที่ราคาพาร์ หุ้นละ 100 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 25 ล้านบาท เสร็จสิ้นแล้ว ส่งผลให้ PTTGL และ BGRIM จะมีสัดส่วนการถือหุ้นที่เท่ากันจำนวน 50% ใน BGP LNG JV
ขณะที่มุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มการเติบโตของกำไรปี 64 หนุนโดยการฟื้นตัวของอุปสงค์อย่างต่อเนื่องและส่วนต่างราคาที่ขยายตัว คาดว่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นได้ต่อไป นอกจากนั้นการลงทุนใหม่ต่างๆจะหนุนการเติบโตของกำไรในระยะยาว มูลค่าหุ้นปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยซื้อขายที่ PBV ณ สิ้นปี 64 ที่ 1.1 เท่า เราคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2564 ที่ 5.6% รวมทั้งน่าจะมีอัพไซด์สำหรับอัตราการจ่ายเงินปันผล เนื่องจากบริษัทมีเงินสดในมือจำนวนมาก จึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 55 บาท
ส่วนมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า มองการปรับยุทธศาสตร์ของ PTT เป็นไปตามเทรนด์ความต้องการใช้พลังงาน -เทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งจะช่วยรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศรวมทั้งสร้างโอกาสจากการเติบโตในธุรกิจพลังงานในอนาคต และธุรกิจใหม่ๆ
ด้านแนวโน้มครึ่งหลังปี 64 คาดลดลงจากครึ่งปีแรกตามทิศทางราคาปิโตรเคมีเพราะอุปทานในตลาดเพิ่มขึ้น, ต้นทุนก๊าซสูงขึ้น, ผลกระทบจากการแพร่ระบาดรอบใหม่, ปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซมากขึ้น, ไม่มีกำไรสต็อกน้ำมันของธุรกิจขั้นปลาย, ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาทอ่อนค่า ทั้งนี้กำไรสุทธิครึ่งแรกปี 64 คิดเป็น 62% ของคาดการณ์ทั้งปี ดังนั้นคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 9.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 144% จากปีก่อน แนะนำ“ซื้อ” ราคาเหมาะสม 45.00 บาท
PTTGC กำไรปีนี้ 6.5 หมื่นล้านบาท
ถัดมา PTTGC โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า ผลประกอบการครึ่งหลังปี 64 คาดลดลงจากครึ่งปีแรกตามเทรนด์อุตสาหกรรม โดยเฉพาะ Spread ปิโตรเคมีและกำไรสต็อกน้ำมัน โดยกำไรสุทธิครึ่งปีแรก64 คิดเป็น 75% ของคาดการณ์ทั้งปีที่ 4.6 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปี 63 ที่มีกำไรสุทธิราว 200 ล้านบาท คงราคาเหมาะสม 66.00 บาท
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 64 ขึ้นเป็น 6.5 หมื่นล้านบาท แต่ยังคงประมาณการปี 65 ที่ 4 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการปรับจาก 1. ปรับ P2F ขึ้นเป็น 207 เหรียญสหรัฐ/ตัน ธุรกิจ Aromatic และ Performance Material ที่ดีขึ้น ปรับ Extra item ที่เกิดขึ้น ประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท และStock gain 3.6 พันล้านบาท จึงคงราคาเป้าหมายปี 64 ที่ 80 บาท และยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” PTTGC ยังเป็นหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมีที่เรายังชื่นชอบโดยธุรกิจ Aromatic และ Performance Material ยังเป็นดาวเด่นในครึ่งหลัง
TOP ค่าการกลั่นจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลัง
ต่อมา TOP โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า ราคาหุ้นสะท้อนความกังวลต่อกรณีการเพิ่มทุนของบริษัทไปมาก รวมไปถึงความกังวลต่อภาพรวมอุปทานที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจปิโตรเคมี กดดันผลประกอบการครึ่งหลัง สะท้อนจากราคาหุ้นปรับ ลดลงกว่า 23% ในรอบ 3 เดือน และปรับลดลงมากกว่ากลุ่มโรงกลั่นในประเทศ
อย่างไรก็ตามมีมุมมองเป็นบวก ในระยะยาวต่อแผนการลงทุน และแผนการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจโอเลฟินส์ (Chandra Asri., TOP ถือหุ้น 15%) จะเพิ่มโอกาสการลงทุนในตลาดที่มี Demand สูงอย่างอินโดนีเซีย (คาดได้ข้อสรุปภายใน ส.ค. และเริ่มรับรู้รายได้ไตรมาส 4/64) ทำให้แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 58 บาท
โดยประเมินกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 7,476 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 3,301 ล้านบาท โดยภาพรวมผลประกอบการ 2H64 มีโอกาสอ่อนตัวจาก Crude Premium ที่ปรับเพิ่ม กดดันการฟื้นตัวของค่าการกลั่น การอ่อนตัวของส่วนต่างราคาปิโตรเคมี และการปรับเพิ่มของราคาน้ำมันดิบในอัตราที่ลดลง จะทำให้ผลประกอบการครึ่งหลังปี 64 ลดลงจากครึ่งปีแรก
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้ยืนยันมุมมองเชิงบวกของเราต่อแนวโน้มค่าการกลั่นและการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาวของบริษัท ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงในช่วงครึ่งหลังคาดค่าการกลั่นจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลัง และการลงทุนในโครงการ Clean Fuel Project (CFP) ปัจจุบันคืบหน้าไปแล้ว 72%
BCP สเปรดโรงกลั่นดีขึ้น
และสุดท้าย BCP โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า คาดว่าไตรมาส 3/64 Operating ของบริษัทน่าจะยังทรงตัวได้ในระดับ 400 ล้านบาท ถึงแม้กลุ่มธุรกิจการตลาดอาจจะรับผลกระทบ lockdown แต่ธุรกิจโรงกลั่นจะปรับดีจาก crack spread ที่ดีขึ้น และจากการที่โรงกลั่นซื้อน้ำมันที่เป็น Brent link จึงไม่ได้รับผลกระทบจาก crudepremium มากนัก ดังนั้น ยังคงประมาณการกำไรปกติไม่รวม stock gain ที่ 1.4 พันล้านบาท จากปีก่อนที่มีผลขาดทุนราว 6,967.07 ล้านบาท โดยคาดหวังจะเห็นการฟื้นของธุรกิจการตลาดในไตรมาส 4/64 ถ้ามาตรการ lockdown ผ่อนคลายลง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 32 บาทต่อหุ้น

