PTT กับจุดเด่นที่ยัง Laggard ในวันที่ราคาหุ้นไม่สะท้อนการฟื้นตัว
จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามความคาดหวังเชิงบวกจากประเด็นวัคซีนเทคโนโลยี mRNA ที่ อย. สหรัฐ (FDA) รับรองวัคซีน Pfizer ให้ใช้เป็นการทั่วไป จากเดิมใช้ในกรณีฉุกเฉิน จึงถือเป็นปัจจัยบวก ทำให้คนเชื่อมั่น และ คาดว่าจะเปิดทางให้ประเทศต่างๆทั่วโลก
ซึ่งแน่นอนว่าหุ้นที่ตอบรับข่าวอย่างชัดเจน คือ PTT สะท้อนจากราคาหุ้นที่ดีดตัวกับมาจนทำราคาสูงในรอบ 1 เดือน เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2564 ที่ผ่านมา ที่ระดับราคา 38.00 บาท ดังนั้น Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาหาคำตอบว่า ปัจจุบัน PTT ยังมีความน่าสนใจหรือไม่
สำหรับ PTT ถือเป็นบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของไทย โดยมีบริษัทย่อยในกลุ่มพลังงานที่เป็นแถวหน้าของตลาดหุ้นไทยอีกด้วย ล่าสุด ให้บริษัท พีทีที โกลบอล แอลเอ็นจี จำกัด (PTTGL) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย โดยถือหุ้นร่วมกับ PTTGC ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ แอลเอ็นจี เจวี จำกัด (“BGP LNG JV”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BGRIM จำนวน 250,000 หุ้น ในราคาจองซื้อที่ราคาพาร์หุ้นละ 100 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 25 ล้านบาท เสร็จสิ้นแล้ว ส่งผลให้ PTTGL และ BGRIM จะมีสัดส่วนการถือหุ้นที่เท่ากันจำนวน 50% ใน BGP LNG JV
โดยมุมมองของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย เวลท์ จำกัด ระบุถึง PTT ว่า ราคาหุ้น Laggard น่าสนใจ โดยยังไม่สะท้อนการฟื้นตัวของผลประกอบการในปี 2564-2565 ที่ประเมินกำไรสุทธิปี 2564 จะอยู่ที่ 88,016 ล้านบาท เติบโต 133%จากปีก่อน และคาดว่าปี 2565 จะเติบโตอีก 11% ซึ่งราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside มากพอสำหรับการลงทุนในระยะยาว ทำให้แนะนำ “ซื้อ”ราคาเป้าหมาย 48.00 บาท
ทั้งนี้บริษัทจะมีงบลงทุน (Capex) ประมาณ 8.65 แสนล้านบาท ระหว่างปี 2564-2568 โดย 80% ของงบลงทุนจะอยู่ใน ธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น 50% และธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย 30% ขณะที่งบลงทุนส่วนที่เหลือ จะลงทุนในธุรกิจหลักของ PTT ราว 14% และธุรกิจผลิตไฟฟ้า ราว 6%
โดยบริษัทได้นำเสนอแผนการลงทุนในระยะยาวที่ชัดเจนระหว่างปี 2564 - 2573 จาก 3 ส่วน ได้แก่ 1.Future Energy ลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน (GPSC ลงทุนใน Solar power ในอินเดียและ ไต้หวัน และ Wind farm offshore ในไต้หวัน) ธุรกิจ Energy Storage System และธุรกิจ EV value chain
โดยที่ผ่านมาบริษัทมีการขยายการลงทุนร่วมกับบริษัทในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโรงงาน G-Cell แบตเตอรี่เทคโนโลยี Semi-Solid ขนาด 30 MWh (เริ่ม ก.ค. 64) ของ GPSC และการลงทุนเพิ่มจำนวน Charging Station ในส่วนของ OR รวมไปถึงการลงนาม MOU ร่วมกับ Foxconn เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิต EV Car ครบวงจร บริษัทมีมุมมองที่ดี และมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเป็น JV ร่วมกับ Foxconn คาดเงินทุนอยู่ในกรอบ 1-2 พันล้านเหรียญ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
2.New Business เน้นลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ ได้แก่ ธุรกิจ life science (ลงทุน 6.66% ใน Lotus Pharmaceutical ผู้ผลิตยาของไต้หวัน) ธุรกิจ logistics & Infrastructure (การพัฒนาโครงการแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และโครงการมาบตาพุดระยะที่ 3) ธุรกิจ High Value Business (PTTGC ลงทุนในธุรกิจ Coating Resin ของ Allnex) ธุรกิจ Mobility & Lifestyle (ผ่าน OR) และ ธุรกิจ AI & Robotics Digitalization (ผ่าน PTTEP) และ3.การลงทุนในธุรกิจเดิม โดยที่ผ่านมามีการลงทุนใน IRPC (ปรับปรุงประสิทธิภาพการกลั่น ตามมาตรฐาน EURO 5) และ TOP (ลงทุน 15% ใน PT Chandra Asri ขยายธุรกิจโรเลฟินส์)
PTT ให้ความสำคัญธุรกิจพลังงานในอนาคต
เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีมุมมองว่า PTT นำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ให้ความสำคัญธุรกิจพลังงานในอนาคต (Future energy) เช่น พลังงานหมุนเวียน, ระบบกักเก็บพลังงาน, ยานยนต์ไฟฟ้า, ไฮโดรเจน
รวมทั้งต่อยอดธุรกิจนอกเหนือจากธุรกิจพลังงาน (& Beyond) เช่น Life science ต่อยอดองค์ความรู้จากปิโตรเคมี Mobility & lifestyle เช่น การสร้าง Platform ธุรกิจค้าปลีกให้สอดคล้องเทรนด์ผู้บริโภคของ OR รวมทั้ง High value business เช่น การเข้าลงทุน Allnex ของ PTTGC พร้อมกับ Logistic & infrastructure เช่น โครงการแหลมฉบังเฟส 3 มาบตาพุด เฟส 3 และ AI & robotics โดย PTTEP
สำหรับธุรกิจพลังงานในปัจจุบันระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิง Fossil เป็นพลังงานหมุนเวียน การลงทุนในธุรกิจต้นน้ำจะเร่งขยายเข้าสู่ธุรกิจก๊าซ และ LNG รวมทั้งลดการลงทุนในธุรกิจถ่านหิน ส่วนธุรกิจกลางน้ำ-ปลายน้ำจะเน้นต่อยอดโรงกลั่นสู่ปิโตรเคมี
PTT ตั้งเป้าหมายปี 2573 มีกำไรจากธุรกิจ Future energy and beyond มากกว่า 30%, มีปริมาณ LNG 9 ล้านตัน, กำลังผลิตไฟฟ้า (Conventional) 8 GW, กำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 12 GW, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHG 15%, และตั้งเงินลงทุนธุรกิจ Future energy and beyond 32% ของงบลงทุนทั้งหมด
โดยมองว่าการปรับยุทธศาสตร์ของ PTT เป็นไปตามเทรนด์ความต้องการใช้พลังงาน -เทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งจะช่วยรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศรวมทั้งสร้างโอกาสจากการเติบโตในธุรกิจพลังงานในอนาคต และธุรกิจใหม่ๆ
ด้านแนวโน้มครึ่งหลังปี 64 คาดลดลงจากครึ่งปีแรกตามทิศทางราคาปิโตรเคมีเพราะอุปทานในตลาดเพิ่มขึ้น, ต้นทุนก๊าซสูงขึ้น, ผลกระทบจากการแพร่ระบาดรอบใหม่, ปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซมากขึ้น, ไม่มีกำไรสต็อกน้ำมันของธุรกิจขั้นปลาย, ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาทอ่อนค่า ทั้งนี้กำไรสุทธิครึ่งแรกปี 64 คิดเป็น 62% ของคาดการณ์ทั้งปี ดังนั้นคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 9.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 144% จากปีก่อน แนะนำ“ซื้อ” ราคาเหมาะสม 45.00 บาท

