“CPALL” จะได้ประโยชน์ จากแผนปรับโครงสร้าง Lotus’s มากที่สุด ?
ประเด็นที่กลุ่ม “ซีพี” ที่ประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกในเครือ นำ Lotus’s มาอยู่ภายใต้ MAKRO นั้น อีกหนึ่งหุ้นที่ได้รับปัจจัยบวกก็คือ CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยจะน่าสนใจอย่างไร Wealthy Thai ได้รวบรวมมาให้นักลงทุนแล้ว
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า สรุปดีล CP-MAKRO-Lotus’s เริ่มจาก MAKRO และ CPRH จะ SWAP หุ้นเพื่อให้ Lotus’s มาอยู่ใต้ MAKRO ส่วน CPRH จะโอนหุ้น MAKRO ให้ CPALL CPH CPM ถือแทนและปิดบริษัท ลำดับถัดไป CPH CPM จะต้องทำ Tender Offer รวมกัน 332 ล้านหุ้นที่ 43.50 บาท หลังจากนั้น MAKRO จะเพิ่มทุน PO รวมทั้งหมด 1,362 ล้านหุ้น (ยังไม่กำหนดราคา) เพื่อให้ฐานะการเงินไม่ตึงตัวหลังรวม Lotus’s และ CPALL CPF จะเอาหุ้นที่ถืออยู่มาขายด้วย โดยรวมการจัดโครงสร้างครั้งนี้เรามองบวกต่อ CPALL ในแง่ฐานะการเงินที่ตึงตัวน้อยลง และมองบวกต่อ MAKRO เพราะได้ Lotus’s ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ดีและมี Synergy ระหว่างค้าส่งและค้าปลีกรวมกัน
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ที่บอกว่า CPALL เป็นบวก โดย ผลกระทบการถือหุ้น MAKRO ลดลง เชื่อว่าชดเชยได้จาก MAKRO ที่มีขนาดใหญ่ จากการถือหุ้นใน Lotus’s และ Value เดิมที่ของ MAKRO ที่จะเพิ่มขึ้นจาก Synergy ร่วมกับ Lotus’s บวกกับ ยังได้เงินที่จะขายหุ้น MAKRO พร้อมกับ PO ไปลดภาระหนี้สิน ประเมินสร้าง Upside ต่อประมาณการนับจากปี 2565 โดยฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการ คงแนะนำ ซื้อ
เช่นเดียวกันกับบริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เราคาดผลกระทบเชิงลบในระยะสั้นจากการรวมงบ Lotus’s ในปลาย 4Q เนื่องจากการฟื้นตัวของกำไรที่ช้า และสัดส่วนรายได้จาก MAKRO ลดลงจากสัดส่วนการถือหุ้นลดลง การโอนกิจการทั้งหมดระหว่าง MAKRO และ Lotus’s จะเริ่มจากการประชุมผู้ถือหุ้นใน 12 ต.ค. และคาดว่ารายการนี้จะแล้วเสร็จในปลายต.ค.และ PO ในอีก 2-3 เดือนต่อมา เราอยู่ระหว่างทบทวนคำแนะนำ
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนะนำ ซื้อ CPALL คาดหลังธุรกรรมแล้วเสร็จ ผลประกอบการของ CPALL จะยังรวมงบของ MAKRO ที่มีผลดำเนินงานของ Lotus’s แม้ในระยะสั้น อาจยังมีผลกระทบจากค่าใช้จ่าย การปรับ และเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ของ Lotus’s ในรูปโฉมใหม่ ซึ่งอาจมีผลต่อผลประกอบการของ Lotus’s จากงบเสมือนปี2563 MAKRO จะมีผลกระทบจากค่าความนิยม และสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่เพิ่มขึ้น โดยมีกำไรเพิ่มราว1.5 พันล้านบาท
อย่างไรก็ดีเราคาดว่าหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลาย รวมถึงการกลับมาของนักท่องเที่ยว จะทำให้ผลประกอบการของ Lotus’s กลับมาฟื้นตัวได้ อีกครั้ง โดย Lotus’s มีผลประกอบการก่อนเกิด COVID-19 Lotus’s มีกำไรอยู่ระดับ 7 พันล้านบาท ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการต่อเนื่องไปยัง MAKRO และ CPALL ได้อนาคต ราคาเหมาะสม ณ สิ้น ปี 2565 ที่ 69 บาท ( DCF ) (ไม่รวมประมาณการ Lotus)
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.Synergy จากการทำงานร่วมกัน เพิ่มศักยภาพจากการใช้ความชำนาญแต่ละด้านร่วมกันจาก การจำหน่ายสินค้าของ MAKRO ในรูปแบบ B2B ฐานลูกค้า Cash and Carry และ Lotus’s ใน กลุ่มลูกค้าแบบ B2C ทั้งจากประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ต ซุปเปอร์มาร์เก็ต จากความโดดเด่นการเป็นผู้ จำหน่ายสินค้าอาหารสด คาดช่วยเสริมและพัฒนาทั้งระบบภายใน และภายนอก รวมถึงการลด ต้นทุน และ ค่าใช้จ่าย ขณะที่มองความชำนาญการบริหารพื้นที่เช่าของ Lotus’s มาช่วยพัฒนาใน MAKRO
2.ขยายฐานลูกค้า Online เพิ่มเตรียมพัฒนาเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ บริษัทมองการเติบโต อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเข้าสู่ผู้ค้าระดับเอเชีย ซึ่งทั้ง MAKRO มีสาขาในประเทศที่มีศักยภาพ เช่น ในประเทศอินเดีย กัมพูชา และ Lotus’s มีสาขาที่ประเทศมาเลเซีย โดยมองมีโอกาสขยายฐานลูกค้าเพิ่มได้ โดยเฉพาะช่องทางของ Online ที่คาดมีโอกาศเติบโต ซึ่งบริษัทมีการพัฒนา Digital Transformation เพื่อรองรับฐานลูกค้าต่างประเทศ รวมถึงการมี Partner กับ SME ใน ประเทศในการช่วยกระจายสินค้าไปยังต่างประเทศด้วยเช่นกัน
3.การเพิ่มจำนวนหุ้นและเพิ่ม Free Float ในตลาด จากเดิมก่อนหน้า MAKRO มี Free Float ในตลาดเพียง 6.9% โดยคาดหลังการปรับโครงสร้างรวมถึงการออกหุ้น PO จะทำให้มี Free Float ในระดับที่มากกว่า 15% ได้ขณะที่การเพิ่มทุนจะช่วยยกระดับของ Market Cap รวมถึงเพิ่มสภาพคล่องในตลาดได้ดีขึ้น
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า เรามองเป็นบวกต่อ CPALL จากภาระหนี้สินที่ลดลง ทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง นอกจากนี้ หลังธุรกรรมดังกล่าวเสร็จสิ้น Lotus’s จะกลายเป็นบริษัทย่อยของ CPALL (เดิมเป็นบริษัทร่วม) ส่งผลให้ CPALL จะรวมงบการเงินของโลตัส (ผ่านงบการเงิน MAKRO) เข้ามาในงบการเงินของบริษัทด้วย จากเดิมรับรู้เป็นส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน อย่างไรก็ตามดีลดังกล่าวยังไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการของเรา แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 67.00 บาท อิง PER ที่ 37 เท่า
