เตรียมเงินช้อป 6 หุ้นไอพีโอเข้า SET ที่ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่งแล้ว กำลังจะเทรดเร็วๆ นี้

ถึงเวลาที่จะต้องเตรียมเงินให้พร้อมอีกแล้ว โดยหุ้นไอพีโอที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) มาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหลังจากนี้ก็จะได้เวลาเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นกันแล้ว Wealthy Thai จึงรวบรวมบริษัทที่ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งมาฝากนักลงทุน ซึ่งครั้งนี้เราได้รวบรวมเฉพาะบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)



1.
HENG หุ้นสินเชื่อรายใหญ่ภาคเหนือ

เริ่มจาก บริษัท เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ HENG ซึ่งก.ล.ต.ได้นับหนึ่งไฟลิ่งวันที่ 28 ส.ค.2564 โดย HENG เป็นผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการสินเชื่อรายใหญ่ในภาคเหนือภายใต้แบรนด์ ‘เฮงลิซซิ่ง’ ซึ่งบริษัทมีแผนนำเงินไปขยายธุรกิจการให้บริการสินเชื่อ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งยังใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วนจากสถาบันการเงิน และรองรับพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ


ทั้งนี้มีแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 800,837,300 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 21.0% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ปรึกษาทางการเงิน คือ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)


บริษัท มีแผนขยายสาขาต่อเนื่องเพื่อให้มีสาขารวมจำนวนทั้งสิ้น 830 สาขา ภายในปี 2566 ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งมีเงินลงทุนเฉลี่ยเพียง 250,000 บาทต่อสาขาเท่านั้น ล่าสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 บริษัทจำนวนมีสาขารวมกันทั้งสิ้น 402 สาขา ครอบคลุมในพื้นที่ 6 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ 170 สาขา ภาคกลาง 119 สาขา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 96 สาขา ภาคตะวันตก 13 สาขา ภาคใต้ 3 สาขา และภาคตะวันออก 1 สาขา ตั้งเป้าปี 2566 ดันพอร์ตสินเชื่อรวมเพิ่มเป็น 14,800 ล้านบาท


ปี 2561-2563 บริษัทขยายพอร์ตสินเชื่อได้อย่างต่อเนื่อง จาก 7,349 ล้านบาท เพิ่มเป็น 7,534 ล้านบาท และ 7,733 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 2.6 ต่อปี มีรายได้จากดอกเบี้ยอยู่ที่ 1,239 ล้านบาท 1,557 ล้านบาทและ 1,450 ล้านบาท ตามลำดับ


มีกำไรสุทธิในปี 2561-2563 อยู่ที่ 151.8 ล้านบาท 188.7 ล้านบาท และ 318.1 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 44.6 ต่อปีตามลำดับ ส่วนผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 บริษัท มีพอร์ตสินเชื่อรวม 7,802 ล้านบาท โดยมีรายได้จากดอกเบี้ย 686.1 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิที่ 109.1 ล้านบาท



2.UBE
ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง

บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งไฟลิ่งวันที่ 28 ส.ค.2564 โดย UBE เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศไทย มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในธุรกิจมากว่า 16 ปี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “Well-Integrated Tapioca Player” หรือ ผู้ผลิตและแปรรูปมันสำปะหลังแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบผลิตทั้งเอทานอลและแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งได้นำวัตถุดิบมันสำปะหลังเข้าสู่กระบวนการผลิตมากถึง 1,200,000 ตันต่อปี


รวมทั้งได้ศึกษาและพัฒนา เพื่อนำผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต เช่น น้ำใช้จากกระบวนการผลิตและกากมันสำปะหลังมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนำมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนในโรงงานผลิตเอทานอลและแป้งมันสำปะหลัง และผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้หมุนเวียนภายในโรงงานและจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นอกจากนี้ ยังขยายสู่การผลิตและจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูง (High Value Product หรือ HVP) ชนิดอื่นๆ พร้อมอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรประเภทอื่นๆ


ปัจจุบัน UBE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศ ประกอบธุรกิจหลัก 3 ประเภท ได้แก่ 1) ธุรกิจเอทานอล บริษัทฯ เริ่มต้นธุรกิจเอทานอลในปี 2554 โดยเข้าร่วมทุนกับบริษัท ไทยออยล์ เอทานอล จำกัด ในเครือไทยออยล์กรุ๊ป และ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น


2) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายแป้งมันสำปะหลัง เกรดอาหารและเกรดอุตสาหกรรม ภายใต้แบรนด์ “อุบลซันฟลาวเวอร์” ดำเนินการโดย UBS มีผลิตภัณฑ์หลัก คือแป้งมันสำปะหลังออร์แกนิค ซึ่งบริษัทฯ ถือเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก มีปริมาณการส่งออกมากกว่า 20,000 ตันต่อปี 3) ธุรกิจเกษตรอินทรีย์ ดำเนินการโดย UBA จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญการบริหารจัดการต้นน้ำ การมีพื้นที่ทางการเกษตร และมีเกษตรกรต้นแบบในการผลิตพืชออร์แกนิค


จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 1,370,000,000 หุ้น ประกอบด้วย (1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 1,174,286,000 หุ้น (2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บริษัท ไทยออยล์ เอทานอล จำกัด จำนวนไม่เกิน 97,857,000 หุ้น และ (3) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บมจ.บีบีจีไอ (BBGI) จำนวนไม่เกิน 97,857,000 หุ้น โดยจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมดคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 35 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้


บริษัท จะนำเงินที่ได้จากการรระดมทุนครั้งนี้เพื่อลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ส่วนที่เหลือนำใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน โดยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ปรึกษาทางการเงิน คือ บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด


ในปี 2561 – 2563 บริษัทมีรายได้จากการขายรวมจำนวน 4,796.4 ล้านบาท 4,690.2 ล้านบาท และ 4,434.4 ล้านบาท ตามลำดับ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทมีรายได้จากการขายจำนวน 2,946.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 841.9 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


บริษัทมีกำไร(ขาดทุน)สุทธิในปี 2561 จำนวน 67.2 ล้านบาท ส่วนปี 2562 ขาดทุนที่ 42.5 ล้านบาท และปี 2563 อยู่ที่ 99.3 ล้านบาท โดยในปี 2562 บริษัทมีขาดทุนสุทธิจำนวน 42.5 ล้านบาท เพราะราคาขายเอทานอลที่ลดลงตามราคาวัตถุดิบกากน้ำตาล ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตเอทานอลในประเทศ ส่งผลให้บริษัทมีส่วนต่างราคาขายเอทานอลและต้นทุนวัตถุดิบ (Ethanol Spread) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ


ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน ก่อนกำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน และรายการพิเศษ (EBITDA – ปรับปรุง) จำนวน 426.4 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 106.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.9 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 48.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน



3.CIVIL หุ้นรับเหมา

บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งไฟลิ่งวันที่ 9 ก.ค.2564 โดย CIVIL ประกอบธุรกิจหลัก 3 ประเภท ได้แก่ (1) ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานโครงการในแนวราบ เช่น งานทาง งานท่าอากาศยาน งานทางรถไฟ และงานเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ (2) ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เช่น ชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปและวัสดุก่อสร้างต่างๆ และ (3) ธุรกิจให้เช่าและบริการอสังหาริมทรัพย์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้าง


โดยมีแผนขาย IPO จำนวนไม่เกิน 200,000,000 หุ้น คิดเป็น 28.57% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ซึ่งเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กลุ่มอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง / บริการรับเหมาก่อสร้าง มีที่ปรึกษาทางการเงิน คือ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จํากัด (มหาชน)


วัตถุประสงค์การใช้เงิน 1.เงินทุนสำหรับการลงทุนเพิ่มเติมในเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับใช้ในโครงการก่อสร้าง 2.ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 3. เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ (ถ้ามี)


สำหรับปีบี 2561 มีรายได้จากการรับเหมาก่อสร้างเท่ากับ 3,292.69 ล้านบาท ปี 2562 เท่ากับ 2,950.23 ล้านบาท และปี 2563 เท่ากับ 3,752.31 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 1/63 เท่ากับ 889.84 ล้านบาท และไตรมาส 1/64 เท่ากับ 1,110.99 ล้านบาท


ขณะที่กำไรสุทธิปี 2561 เท่ากับ 333.24 ล้านบาท ปี 2562 เท่ากับ 140.65 ล้านบาท และปี 2563 เท่ากับ 86.89 ล้านบาท


ส่วนไตรมาส 1/63 เท่ากับ 12.01 ล้านบาท และไตรมาส 1/64 เท่ากับ 69.15 ล้านบาท



4.CMCF ผู้ผลิตแปรรูปปลาทูน่าครบวงจรรายใหญ่ของไทย

บริษัท โชติวัฒน์อุตสาหกรรมการผลิต จำกัด (มหาชน) หรือ CMCF ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งไฟลิ่งวันที่ 28 ก.ค.2564 โดย CMCF เป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและถุงสุญญากาศ ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการแปรรูปอาหารทะเล และผลิตภัณฑ์อื่นๆ


โดยมีแผนขาย IPO จำนวนไม่เกิน 187,500,000 หุ้น (คิดเป็น 30% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO) แบ่งเป็น  1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัท จำนวนไม่เกิน 125,000,000 หุ้น และ2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (CH Group Capital Limited) จำนวนไม่เกิน 62,500,000 หุ้น มีราคาพาร์หุ้นละ 1.00 บาท และจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมีที่ปรึกษาทางการเงิน คือ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนวัตถุประสงค์การใช้เงินเพื่อไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน


สำหรับรอบปี 2561 มีรายได้จากการขายการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและถุงสุญญากาศ 5,709.54 ล้านบาท ปี 2562 เท่ากับ 5,075.85 ล้านบาท และปี 2563 เท่ากับ 5,723.15 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 1/63 เท่ากับ 1,270.51 ล้านบาท และไตรมาส 1/64 เท่ากับ 1,245.90 ล้านบาท



โดยปี 2561 มีกำไรเท่ากับ 311.24 ล้านบาท ปี 2562 เท่ากับ 372.27 ล้านบาท และปี 2563 เท่ากับ 404.80 ล้านบาท  ส่วนไตรมาส 1/63 มีกำไรเท่ากับ 95.33 ล้านบาท และไตรมาส 1/64 เท่ากับ 42.24 ล้านบาท


ณ วันที่ของเอกสารฉบับนี้ โรงงานของบริษัทฯ มีกำลังการผลิตสำหรับผลิตอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและถุงสุญญากาศทั้งในรูปแบบของผลิตภัณฑ์แปรรูปปลาทูน่าและปลาทะเลอื่นๆ พร้อมรับประทาน (Standard Product) ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาทูน่าและปลาทะเลอื่นๆ ปรุงรสชาติพร้อมรับประทาน (Value-Added Product) และผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) รวมสูงสุดประมาณ 87,900 ตันน้ำหนักสุทธิ (Net Weight) ต่อปี ซึ่งจัดเป็นผู้ผลิตแปรรูปปลาทูน่าครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทย



5.PIN
ผู้พัฒนาและบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม

บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ PIN ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งไฟลิ่งวันที่ 4 ส.ค.2564 โดย PIN ประกอบธุรกิจพัฒนาและบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม พร้อมระบบสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่พาณิชยกรรม และประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทอาคารโรงงานและคลังสินค้าเพื่อเช่าและขายสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม รวมถึงลงทุนและได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ของกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ (PPF)


โดยมีแผนเสนอขาย IPO จำนวน 290,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 25.00 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ ในครั้งนี้ มูลค่าที่ตราไว้ (Par) 1.00 บาทต่อหุ้น เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ปรึกษาทางการเงิน คือ บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)


สำหรับวัตถุประสงค์การใช้เงิน ประกอบด้วย การขยายธุรกิจ ได้แก่ การลงทุนในโครงการ Logistics Park  ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 บริษัทฯ มีนิคมอุตสาหกรรมที่ดำเนินการแล้วทั้งสิ้น 5 โครงการ Logistics Park ที่ดำเนินการแล้ว 1 โครงการ และนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 1 โครงการ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. โครงการปิ่นทองแลนด์ (“ปิ่นทองแลนด์” หรือ “PL”)

  2. นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 1 (“นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 1” หรือ “PIN1”)

  3. นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง (แหลมฉบัง) (“นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 2” หรือ “PIN2”)

  4. นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 3 (“นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 3” หรือ “PIN3”)

  5. นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 4 (“นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 4” หรือ “PIN4”)

  6. นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 5 (“นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5” หรือ “PIN5”)

  7. นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 6 (“นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 6” หรือ “PIN6”) – อยู่ระหว่างพัฒนา


ขณะที่ผลงานย้อนหลังมีรายได้หลักจากการประกอบธุรกิจ ปี 2561 เท่ากับ 888.98 ล้านบาท ปี 2562 เท่ากับ 789.28 ล้านบาท ปี 2563 เท่ากับ 1,062.85 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 1/63 เท่ากับ 233.90 ล้านบาท และไตรมาส 1/64 เท่ากับ 145.23 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิสำหรับงวดปี 2561 ฯ เท่ากับ 215.40 ล้านบาท ปี 2562 เท่ากับ 205.92 ล้านบาท และ ปี 2563 เท่ากับ 347.28 ล้านบาท ส่วนงวดไตรมาส 1/63 เท่ากับ  66.41 ล้านบาท และไตรมาส 1/64 เท่ากับ 30.46 ล้านบาท



6.SVT
ค้าปลีกผ่านเครื่อง Vending

บริษัท ซันเวนดิ้ง เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SVT ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งไฟลิ่งวันที่ 12 ส.ค.2564 โดย SVT  ดำเนินธุรกิจค้าปลีกผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ( Vending Machine หรือ “เครื่องอัตโนมัติ”) ซึ่งบริษัทมีโรงงานปรับปรุงสภาพและประกอบ(Refurbishment) เครื่องอัตโนมัติ เพื่อจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ พร้อมทั้งจำหน่ายเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติให้กับลูกค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า “SUNVENDING ”


แบ่งประเภทธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. ธุรกิจขายสินค้าผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ

  2. ธุรกิจขายและให้เช่าเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ

  3. ธุรกิจการบริการพื้นที่บนเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเพื่อโฆษณา


อย่างไรก็ดี SVT จะมีธุรกิจใหม่เกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติผ่านผู้ประกอบการอิสระ (Franchise) โดยคาดว่า SVT จะเริ่มมีรายได้จากธุรกิจนี้ในไตรมาส 4 ปี 2564 เพื่อต่อยอดธุรกิจที่ SVT มีความชำนาญและเป็นเจ้าตลาดอยู่ในปัจจุบัน


SVT มีแผนขายไอพีโอ จำนวนไม่เกิน 200,000,000 หุ้น คิดเป็น 28.57% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO มูลค่าที่ตราไว้ (Par) 1 บาทต่อหุ้น เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ส่วนที่ปรึกษาทางการเงิน คือ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)


สำหรับวัตถุประสงค์การใช้เงิน ประกอบด้วย เพื่อใช้ในการจัดหาเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเพื่อขยายการติดตั้งให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งเพื่อพัฒนาระบบและจัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ แบบ Smart


SVT มีโครงการจะเพิ่มการติดตั้งเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติให้มีจำนวน 20,000 เครื่อง ภายในปี 2566 มุ่งเน้นขยายการติดตั้งเครื่อง ตาม Segment ดังนี้ 1. กลุ่มอุตสาหกรรม และบริการขนส่งกระจายสินค้า 2. กลุ่มระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ 3. ห้างสรรพสินค้า และศูนย์แสดงสินค้านิทรรศการ


รวมทั้งการพัฒนาโครงการบัตรสมาชิก หรือ One card หรือ Membership card ซึ่งเป็นการใช้บัตรพนักงานหรือบัตร RFID (Radio Frequency Indentification) เพียงบัตรเดียว (One card Solution) ในการซื้อสินค้าผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้เงินสด โดยในปี 2564 – 2566 SVTตั้งเป้าหมายการเพิ่มเครื่องสำหรับ One Card เป็นจำนวน 750 เครื่อง ขณะเดียวกัน SVT วางแผนการติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ เพื่อเปลี่ยนให้เป็นเครื่องแบบ Smart โดย SVT จะผลิตเครื่อง Smart เพิ่มเป็น 15,000 เครื่อง ภายในปี 2566 ซึ่งมีแผนผลิตปีละ 5,000 เครื่อง


ปัจจุบัน SVT มีสาขาในการปฏิบัติงานกระจายสินค้าของเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ จำนวน 10 สาขา และ 1 สาขาย่อย ในปี  2564 -2566 SVT มีแผนในการเพิ่มจำนวนสาขาสำหรับการปฏิบัติงานกระจายสินค้าผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติอีก 3 สาขา โดยมีแผนการขยายสาขาในพื้นที่จังหวัดเขตภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในลักษณะการเช่าอาคารสำนักงานและคลังสินค้า ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 500 ตารางเมตรต่อสาขา


ขณะที่ผลประกอบการย้อนหลังโดยในปี 2561 – ปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 1,699.35 ล้านบาท 1,805.62 ล้านบาท และ 1,767.36 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมีอัตราการเติบโตคิดเป็น 6.25% ส่วนรายได้รวมสำหรับรอบระยะเวลา 3 เดือนแรกของปี 2564 เท่ากับ 488.11 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 3.50%  เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 471.60  ล้านบาท


บริษัทมีกำไรสุทธิปี 2561 เท่ากับ 132.52 ล้านบาท ปี 2562 เท่ากับ 93.33 ล้านบาท ปี 2563 เท่ากับ 55.54 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 7.70 ร้อยละ 5.17 และร้อยละ 3.14 ตามลำดับ ส่วนงวดไตรมาส 1/64 มีกำไรสุทธิ 21.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.87% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”