หุ้นกลุ่มน้ำตาลกำลังหวาน เมื่อราคาตลาดโลกสูงสุดในรอบ 4ปี
ราคาน้ำตาลในตลาดโลกยังยืนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง หลังจากผลกระทบของภัยแล้งและภาวะน้ำค้างแข็งในประเทศบราซิลในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลดีต่อบริษัทที่ทำธุรกิจน้ำตาลอย่างไร และเทรนด์ราคาจะยังยืนอยู่ระดับสูงแค่ไหน เราหาคำตอบมาให้แล้ว
นาย ณัฎฐปัญญ์ ศิริวิริยะกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS เปิดเผยว่า ธุรกิจน้ำตาลในแง่ของปัจจัยบวกนั้นมีอยู่ 2 ประเด็น ประเทศบราซิลประสบปัญหาความแห้งแล้ง คาดว่าตัวเลขผลผลิตจะลดลงเหลือ 28-31 ล้านตัน เทียบกับช่วงพีคอยู่ที่ระดับ 36-40 ล้านตัน ทำให้ราคาน้ำตาลอยู่ในระดับที่ดี
ขณะที่ปัจจัยบวกอีกอย่างที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดก็คือ นักเก็งกำไรและกองทุนเข้ามาเล่นในด้านการซื้อของน้ำตาลขึ้นมาสู่ 2.38 แสน lots หรือราว 12 ล้านตันที่เป็นดีมานด์เทียม เทียบกับทั่วโลกที่มีการผลิตราว 100 ล้านตัน ซึ่งนักเก็งกำไรดังกล่าวไม่ได้ต้องการน้ำตาลจริง เป็นการเล่นตั๋วในตลาด ซึ่งปัจจุบันถือเป็นประเด็นบวก แต่วันข้างหน้าอาจจะมีการขายทิ้ง ดังนั้นต้องจับตาดูกันว่า หากมีการเริ่มขายอาจจะส่งผลกระทบต่อราคาลดลงบ้าง
ส่วนปัจจัยกดดันต่อราคาน้ำตาล โดยราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวลดลงมาที่ระดับราว 65.64 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กล่าวคือ เมื่อไหร่ที่ราคาน้ำมันลง บราซิลอาจจะมีการนำอ้อยมาทำน้ำตาลมากขึ้น อาจจะกระทบต่อราคาน้ำตาล นอกจากนี้ค่าเงินเรียล บราซิล อ่อนตัวมาอยู่ที่ระดับ 5.38 ต่อ เหรียญสหรัฐ ที่เป็นปัจจัยลบต่อราคาน้ำตาล ต่อมาค่าขนส่งสูงกระทบต่อปัจจัยการซื้อขาย ทำให้ราคารวมสูงขึ้น และสุดท้ายประเด็นโควิด19 การบริโภคปรับตัวลดลง
“ปัจจุบันราคาน้ำตาลหันตัวกลับขึ้นมา โดยต้นปีที่ผ่านมายังอยู่ที่ระดับ 12-14 เซนต์/ปอนด์ แต่ล่าสุดขึ้นมาที่ระดับ 20 เซนต์/ปอนด์ แล้ว แปลว่าตอนนี้จะเป็นเรื่องของการทำราคาในปีต่อๆไป นั่นคือ เราเชื่อว่าอนาคตของธุรกิจน้ำตาลจะกลับมา ซึ่งเมื่อราคาน้ำตาลดีขึ้นก็จะทำให้ธุรกิจเอทานอลดีขึ้นด้วย และด้วยราคาน้ำตาลที่สูงขึ้น ก็ยังทำให้ราคาอ้อยสูงขึ้นตามไปตาม ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรปลูกอ้อยมากขึ้น โดยคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4 จะฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น และปีหน้าคาดจะสดใสต่อ”
ขณะที่จากการประเมินผลผลิตอ้อยของกลุ่ม KTIS สำหรับฤดูการผลิตปี 2564/2565 ซึ่งจะเข้าหีบในปลายปีนี้ พบว่า ได้รับผลดีจากการที่มีปริมาณฝนในพื้นที่เพาะปลูกมากกว่าปีก่อน โดยคาดว่าจะมีปริมาณอ้อยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนไม่น้อยกว่า 25% ซึ่งจะส่งผลดีต่อทุกสายธุรกิจทั้งการผลิตและจำหน่ายน้ำตาล เอทานอล ไฟฟ้า และเยื่อกระดาษจากชานอ้อย ซึ่งจะมีวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตมากขึ้น
“ถ้าเราได้วัตถุดิบหลักคืออ้อยในปริมาณมากขึ้น รายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องก็จะดีขึ้นทั้งหมด เพราะจะมีโมลาสที่นำไปผลิตเอทานอลมากขึ้น มีชานอ้อยที่นำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามากขึ้น และมีชานอ้อยเข้าสู่กระบวนการผลิตเยื่อกระดาษมากขึ้นด้วย เมื่อประกอบกับราคาขายน้ำตาล เอทานอล ไฟฟ้า และเยื่อกระดาษ ที่มีแนวโน้มที่ดี จากดีมานด์ที่สูงขึ้นหลังการผ่อนคลายการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานของกลุ่ม KTIS ในปี 2565” นายณัฎฐปัญญ์กล่าว
นอกจากนี้ ในปี 2565 กลุ่ม KTIS จะเริ่มรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่เพิ่มเติมเข้ามาอีกด้วย คือ โครงการผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากเยื่อชานอ้อย ซึ่งมีกำลังการผลิตสูงถึง 50 ตันต่อวัน โดยมีเครื่องจักร 50 เครื่อง ที่สามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้หลากหลายรูปแบบ เช่น จาน ชาม กล่อง ถาดหลุม เป็นต้น รวมไปถึงการผลิตและจำหน่ายหลอดชานอ้อยซึ่งออกสู่ตลาดมาระยะหนึ่งแล้ว และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม KTIS กล่าวด้วยว่า รายได้ที่จะเข้ามาเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่งจะมาจากโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC) เฟส 1 คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2565 ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท จีจีซี เคทิสไบโออินดัสเทรียล จำกัด หรือ GKBI บริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่ม KTIS และ GGC ซึ่งมีโรงงานผลิตเอทานอลจากน้ำอ้อย กำลังการผลิต 6 แสนลิตรต่อวัน และโรงไฟฟ้า 3 โรง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 85 เมกะวัตต์ ขณะที่เฟส 2 โดย NatureWorks ประกาศลงทุนแล้ว คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2567 มูลค่าโครงการราว 1,430 ล้านบาท
กูรูแนะควรสนใจราคาน้ำตาลโลกที่ขาขึ้น
มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” KSL ราคาเป้าหมาย 4.75 บาท หนุนโดยราคาน้ำตาลโลกที่ยังคงอยู่ในรอบขาขึ้นไปจนถึงปี 2565 (เนื่องจากผลกระทบของภัยแล้งและภาวะน้ำค้างแข็งในประเทศบราซิลในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตอ้อยของประเทศบราซิลในปี 2564/65) โดยแนะให้นักลงทุนมองข้ามกำไรและหันไปให้ความสนใจกับราคาน้ำตาลโลกที่ยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นแทน
ทั้งนี้คาดกำไรหลักไตรมาส 4/64 (1 ส.ค.–31 ต.ค. 2564) ที่ 54 ล้านบาท ลดลง 42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง (9% ในไตรมาส 4/64 ลดลงจาก 12.3% ในไตรมาส 4/63) ซึ่งเป็นผลจากต้นทุนอ้อยที่เพิ่มขึ้น และการใช้เชื้อเพลิงอื่นที่แพงกว่าในธุรกิจผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้กดดันอัตรากำไรขั้นต้นของทั้งธุรกิจน้ำตาลและธุรกิจไฟฟ้าให้ยังคงปรับตัวลดลง
และคาดลดลง 59% จากไตรมาสก่อน (เนื่องจากไตรมาสสี่โดยปกติแล้วจะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของกำไรของ KSL) และในไตรมาส 4/64 คาดราคาขายน้ำตาลสำหรับธุรกิจน้ำตาลในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยที่ 14,800 บาท/ตัน เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และวอลุ่มขายน้ำตาลสำหรับธุรกิจน้ำตาลในประเทศไทยยังคงลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (1.3 แสนตัน ลดลง 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)
ราคาน้ำตาลโลกทำสถิติสูงสุดในรอบ 4.5 ปี
ราคาน้ำตาลโลกทำสถิติสูงสุดในรอบ 4.5 ปีที่ 20.22 เซนต์/ปอนด์เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา และทรงตัวในระดับ 18.8-20 เซนต์/ปอนด์ในช่วงวันที่ 31 ส.ค.–10 ก.ย.ราคาน้ำตาลโลกเฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นไตรมาส 4/64 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 19.4 เซนต์/ปอนด์ หรือเพิ่มขึ้น 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 12%จากไตรมาสก่อน
อย่างไรก็ตาม ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 ของ KSL ลงอีก 46% เหลือ 526 ล้านบาท เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายพิเศษ (ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงตราสารอนุพันธ์) และปรับลดประมาณการกำไรหลักลงอีก 17% เหลือ 665 ล้านบาท เพื่อสะท้อนอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง จาก 16.9% เหลือ 14.2% โดยเปลี่ยนไปใช้เป็นราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2565 และได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 4.75 บาท (อิงกับอัตราส่วน PER ในช่วงภาวะที่ธุรกิจน้ำตาลเป็นขาขึ้นที่ 23 เท่า)
ขณะที่หุ้นกลุ่มน้ำตาลอีก 2 ตัว ล่าสุดยังไม่มีบทวิเคราะห์ โดย BRR ล่าสุดรายงานไตรมาส 2/2564 (เมษายน-มิถุนายน) ทำกำไรสุทธิได้ 45.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 234.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้มีรายได้รวม 1,070.81 ล้านบาท ลดลง 37.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากปริมาณการส่งมอบน้ำตาลทรายในไตรมาสนี้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารายได้รวมจะลดลง แต่ในช่วงเวลานี้ราคาน้ำตาลโลกยังอยู่ในเกณฑ์สูงหรือเฉลี่ย 17 เซนต์ต่อปอนด์ ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ดีทำให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสดังกล่าวปรับตัวขึ้นจากปีก่อนเป็น 17.17% และต้นทุนทางการเงินที่เอื้อต่อการผลักดันการเติบโตของกำไรสุทธิได้เป็นอย่างดี
ความสำเร็จครั้งนี้ ส่งผลดีต่อผลประกอบการของ BRR ในงวดครึ่งปีแรกของปี 2564 (มกราคม – มิถุนายน) มีกำไรสุทธิ 231.20 ล้านบาท พลิกกลับมาทำกำไรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลงานขาดทุน และมีรายได้รวม 2,046.08 ล้านบาท
ขณะที่ KBS ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย และธุรกิจที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่ได้จากการผลิตน้ำตาลทราย ได้แก่ การขายกากน้ำตาล การขายไฟฟ้า ล่าสุดยังไม่มีบทวิเคราะห์ แต่เมื่อสำรวจงบการเงินงวดครึ่งปีแรกของปี 2564 มีกำไรสุทธิ 153.57 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 29 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 2/64 มีขาดทุนสุทธิ 62 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 77 ล้านบาท

