วิเคราะห์ดีล ADVANC ผนึก SCB สร้างอัพไซด์ให้ราคาหุ้นมากแค่ไหน?
นับเป็นข่าวสะเทือนวงการการเงินอีกครั้ง เมื่อ ADVANC หรือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ SCB หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ “บริษัท เอไอเอสซีบี จำกัด (AISCB)” โดยถือหุ้นฝั่งละ 50% และมีทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Lending) ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แต่ AISCB จะมีบริการอย่างไร และ SCB กับ ADVANC จะได้ประโยชน์มากที่แค่ไหน Wealthy Thai มีความเห็นจากนักวิเคราะห์มาฝาก
โดยนักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า หากพิจารณาจากฐานทุนจดทะเบียนตามข้างต้น เมื่อเทียบกับ asset size ของ SCB จะอยู่ที่ประมาณ 0.03% ของสินเชื่อ แต่คาดหมายการเติบโตในอนาคตจากความต้องการสินเชื่อรายย่อยที่มีต่อเนื่องและให้ Yield สูง (สินเชื่อบุคคลภายใต้การกำกับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่ เกิน 25%, และ Nano Finance ไม่เกิน 33%) ผ่านช่องทาง Digital ตามแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้ง SCB มีจุดแข็งเรื่อง Cost of fund ที่ค่อนข้างต่ำราว 0.63% ประกอบกับฐานลูกค้า ADVANC ที่มี Big Data จากการเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจมือถือในไทย โดยมีจำนวนลูกค้ากว่า 43.2 ล้านราย มองว่าในอนาคตเป็นช่องทางเสริมในการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ โดยรวมสอดคล้องกับแผนของธนาคาร ที่เน้นไปทาง Digital platform มากขึ้น (ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ราว 4% ของรายได้รวมมาจาก ช่องทาง digital)
ทั้งนี้ SCB แถลงข่าวการปรับโครงสร้างภายในวันนี้ เน้นกลยุทธ์เชิงรุกทาง Digital มากขึ้น คาดหนุน ROE ระยะยาวสูงขึ้นในช่วงถัดไป เป็นปัจจัยหนุนต่อการซื้อขายที่ระดับ PBV สูงขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ 0.8 เท่า คงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 2564 ที่ 115 บาท และ 2565 ที่ 122 บาท
กรณีดังกล่าวประเมินเป็นบวกต่อ ADVANC เนื่องจากการขยายตัวสู่ S Curve ใหม่ๆ ตามวิสัยทัศน์การเป็น Digital Life Service Provider โดยธุรกิจดังกล่าว ฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่ามีศักยภาพต่อยอด ADVANC โดยเป้าหมายเน้นตลาดสินเชื่อบุคคล (ไม่มีหลักประกัน) ให้กับกลุ่มลูกค้าที่เข้าไม่ถึงสถาบันการเงินจากข้อจำกัดต่างๆ เช่นแหล่งรายได้ไม่แน่นอน ประเมินตลาดดังกล่าวมีขนาดใหญ่หลักแสนล้าน และเติบโตสูงในแต่ละปี ขณะที่ AISCB มีจุดแข็งเหนือคู่แข่ง เช่น บริษัท ซี มันนี่ (แคปปิตอล) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Sea Group เจ้าของ Marketplace Platform ชื่อดัง Shoppe, บริษัท กสิกร ไลน์ (เป็นการร่วมทุนระหว่าง Line และ KBANK), บริษัท แอสเซนด์ นาโน (เครือ CP) รวมถึงบริษัท แรบบิท แคช (เป็นการร่วมทุนระหว่าง AEONTS BTS และ HUMAN) ในเรื่อง 1. ฐานข้อมูลที่ใช้พิจารณาสินเชื่อที่น่าจะเป็นกุญแจสำคัญของธุรกิจดังกล่าว และ 2. Funding Cost ที่น่าต่ำเป็นลำดับต้นของตลาด จากความเป็นผู้นำทั้ง ADVANC และ SCB ทั้งนี้ แม้ระยะแรกการขยายตัวอาจจะค่อยเป็นค่อยไป และผลประกอบการบริษัทร่วมทุนอาจยังไม่มีนัยฯ แต่หากโครงสร้างนิ่ง ด้วยฐานทุนมหาศาล 2 บริษัท คาดช่วยขยายตัวได้เร็วและมีโอกาสสร้าง Upside ต่อมูลค่าหุ้น คงแนะนำ ซื้อ
คาดพัฒนาแอปฯ ปล่อยกู้ เจาะฐานลูกค้า Unbanked
ด้านนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า โครงสร้างธุรกรรมเบื้องต้นเป็นความร่วมมือกันพัฒนา Application สำหรับการปล่อยกู้ โดยจะเน้นไปที่ฐานลูกค้า Unbanked Low to mid income segment ซึ่งเป็นฐานลูกค้าส่วนใหญ่ของ ADVANC ในต่างจังหวัดที่ยังเข้าไม่ถึงบริการของ Banking System รวมถึงฐานลูกค้าของธนาคารเดิมที่เป็นของคู่แข่งที่ใช้บริการของ ADVANC (ฐานลูกค้าของ ADVANC ปัจจุบันอยู่ที่ราว 43 ล้านราย ขณะที่ฐานลูกค้าของ SCB Digital User อยู่ที่ราว 16 ล้านราย)
ส่วนบริการเบื้องต้นที่คาดว่าจะเป็นได้ เช่น 1. การปล่อยสินเชื่อให้กับ Device หรือมือถือ ปัจจุบัน ADVANC มียอดขายต่อปีอยู่ที่ราว 3 หมื่นล้านบาท โดยเชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่ใช้บริการผ่อนชำระอยู่ แล้ว, 2. ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคล (personal loan) เป็นการปล่อยกู้ภายใต้ใบอนุญาตสินเชื่อดิจิตอล ซึ่งเป็นสินเชื่อประเภทที่สามารถคิดดอกเบี้ยได้สูงสุด 25% ต่อปี และให้สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกันสูงสุดได้ 40,000 บาทต่อราย และมีอายุชำระคืน 12 เดือน และ 3. ตลาดสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (Nano Finance) เป็นสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ ดอกเบี้ยสูงสุด 33% บนวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย อายุชำระคืนสูงสุดไม่เกิน 36 เดือน
ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าบริษัท AISCB จะต้องทำการขอ License การดำเนินการก่อน เป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ADVANC Guidance ว่า AISCB จะเริ่มให้บริการในช่วงไตรมาส 1/65 โดยคาดหวังจะเริ่มมีกำไรตั้งแต่ปีที่สองเป็นต้นไป และหากประสบความสำเร็จมีโอกาสขยายฐานทุนได้เพิ่มเติมในลำดับถัดไป บนฐานทุนปัจจุบันที่ 600 ล้านบาท เบื้องต้นคาดว่า AISCB จะปล่อยกู้ได้ราว 3 พันล้านบาท (D/E Ratio 5x)
สำหรับประโยชน์ที่คาดว่า ADVANC จะได้รับ ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า เงินลงทุน 300 ล้านบาท นับเฉพาะส่วนของ ADVANC ถือว่ามีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับ CAPEX ปกติ ระดับ 2-3 หมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่ผลกระทบทางการเงินในช่วงปีแรกก็เชื่อว่าจะจำกัดเช่นกัน แต่ในระยะกลางถึงยาวเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจาก 1. การขยับตัวรอบนี้ทำให้ ADVANC ได้ก้าวเข้าสู่ตลาด Digital Lending ที่มีขนาดใหญ่ มีฐานลูกค้ากว่า 14 ล้านรายที่เป็น Addressable Market (อ้างอิงจาก BOT) หากเริ่มต้นได้ดีโอกาสต่อยอดทำกำไรมหาศาล และ 2. เป็นก้าวสำคัญที่ต่อยอด Ecosystem ของ ADVANC ในยุค 5G ให้ไปไกลกว่าการเป็นเพียง Mobile Operator ซึ่งอาจมีโอกาสต่อยอดกับบริการอื่นๆ ในมือของ ADVANC เช่น Content เป็นต้น จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ADVNC ราคาเหมาะสม 220.00 บาทต่อหุ้น
ขณะที่ SCB ฝ่ายวิเคราะห์ ระบุว่า SCB มีข้อจำกัดในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่ม Unbanked ในอดีต โดยฐานลูกค้า Unbanked จะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูง ตลาดแข่งกันที่ระดับ 20% บวกลบ เทียบกับดอกเบี้ยเฉลี่ยของ SCB ที่ต่ำเพียง 3.6% ดังนั้น หากสามารถปล่อยสินเชื่อผ่านช่องทางใหม่นี้ได้มากขึ้นจะหนุนให้ Asset Yield ของแบงก์เร่งตัวขึ้น ภายใต้สมมติฐานเบื้องต้น คาดว่าทุกๆ 1% ของฐานลูกค้า AIS ที่เป็นลูกค้าของ AISCB จะสร้างรายได้ดอกเบี้ยได้ราว 1,720 ล้านบาท (จากยอดสินเชื่อ 8,600 ล้านบาท) หรือคิดเป็นกำไรสุทธิ 521 ล้านบาท (Asset Yield 20%, Funding Cost 0.7%, Operating Cost 50% และ Credit Cost 1.7%) จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” SCB ราคาเหมาะสม 124.50 บาทต่อหุ้น
