ลงทุนครึ่งหลังปี 69 สุดท้าทาย ดอกเบี้ยสูง – เงินเฟ้อพุ่ง ธ.ทิสโก้แนะ 3 ธีมลงทุน ฝ่าความผันผวน สร้างกำไร ป้องกันความเสี่ยง

ลงทุนครึ่งปีหลังเริ่มยาก ! ธนาคารทิสโก้ชี้ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มใช้นโยบายตึงตัว หรืออาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับราคาน้ำมันจ่อปรับขึ้นอีกหลังสต็อกเริ่มหมด หนุนอัตราเงินเฟ้อพุ่ง และราคาหุ้นอยู่ในระดับสูง ชู 3 ธีมลงทุนฝ่ามรสุม ได้แก่ 1. สินทรัพย์ที่ช่วยรับมือเงินเฟ้อจากพลังงาน: น้ำมันและทองคำ  2. หุ้นที่รายได้ยังเติบโตได้ตาม Megatrend ของโลก: หุ้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI และหุ้นเฮลธ์แคร์ 3. สินทรัพย์ที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดและต้านทานความผันผวนของตลาด: หุ้นปันผล และกองทุนผสม    


นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชนเปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนครึ่งปีหลังมีความท้าทายมากขึ้น หลังราคาหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังเร่งตัวขึ้นจากแนวโน้มราคาน้ำมัน โดย Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้คาดว่าน้ำมันมีโอกาสกลับไปทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากสต็อกน้ำมันที่ลดลงและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง จากนโยบายการเงินที่ยังตึงตัวของหลายประเทศ และมีโอกาสที่บางภูมิภาค เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่วนสหรัฐฯ คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยรอบถัดไปในปี 2570 


ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา คือ “เงินเฟ้อจากพลังงาน” ซึ่งไม่ได้กระทบเพียงต้นทุนด้านน้ำมัน แต่จะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจโดยรวม อาจกดดันกำลังซื้อและการบริโภคในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน หากแรงกดดันเงินเฟ้อยืดเยื้อ ธนาคารกลางทั่วโลกก็อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่คาด ส่งผลให้ Bond Yield ทรงตัวสูง และจำกัดโอกาสในการปรับขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยง ” นายณัฐกฤติกล่าว 


ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ธนาคารทิสโก้มองว่า กลยุทธ์การลงทุนควร “ปรับโฟกัส” จากการไล่ตามผลตอบแทนในตลาด มาเป็นการคัดเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โดยแนะนำ 3 ธีมการลงทุนหลัก เพื่อสร้างสมดุลของพอร์ต ทั้งด้านผลตอบแทนและความเสี่ยง ดังนี้  


1.สินทรัพย์ที่ช่วยรับมือเงินเฟ้อจากพลังงาน: น้ำมันและทองคำ

เพราะน้ำมันคือสินทรัพย์ที่ช่วยรับมือกับ ‘แรงกดดันจากราคาพลังงานขณะที่ทองคำช่วยรับมือกับความไม่แน่นอนที่ตามมาจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงในตลาดการเงิน’ 


น้ำมัน
 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินว่าในช่วงที่เหลือของปีราคาน้ำมันมีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลอีกครั้ง เพราะความเสี่ยงด้านอุปทานยังไม่ได้หายไป ทั้งจากสงครามสหรัฐฯอิหร่านที่ยังยืดเยื้อ และความต้องการนำเข้าน้ำมันดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง เพื่อชดเชยคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) ที่ลดลงในช่วงสงคราม โดยข้อมูลจาก Bloomberg  พบว่าปัจจุบันความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปของสหรัฐฯ ในปี 2569 ยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ขณะที่สต็อกน้ำมันสำเร็จรูปกลับปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าตลาดน้ำมันยังไม่ได้อยู่ในภาวะที่มีปริมาณการผลิตมากกว่าความต้องการใช้และสต็อกน้ำมันที่มีอยู่ก่อนหน้าสงครามก็ค่อยๆ ลดลง  


ทองคำ
 

ธนาคารทิสโก้มองว่าในช่วงที่เหลือของปีราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นไปแตะ 4,500 – 4,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์ จากปัจจุบันอยู่ที่ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์ เนื่องจากปัจจุบันตลาดประเมินว่าในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง ขณะที่ TISCO ESU มองว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดในปี 2570  


“ทองคำมีบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย สงคราม และเสถียรภาพทางการคลังของประเทศใหญ่ ๆ โดย อ้างอิงจาก World Gold Council พบว่าในอดีตเมื่อเงินเฟ้อ (CPI) สหรัฐฯสูงขึ้น ทองคำมักให้ผลตอบแทนสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อเกิน +5% YoY ต่อปี ทองคำมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบ Real Return ประมาณ 14% ต่อปี ดังนั้นในภาวะแบบนี้ ทองคำจะช่วยทำหน้าที่เป็น Portfolio hedge หรือสินทรัพย์ที่ช่วยต้านทานเงินเฟ้อสูงๆ ได้ดี” นายณัฐกฤติกล่าว  


2.หุ้นที่รายได้ยังเติบโต เกาะไปกับ Megatrends ระยะยาว : หุ้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI (AI Infrastructure) และ หุ้นเฮลธ์แคร์ (Healthcare) 

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน  ต้นทุนในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น ก็ยังมีธุรกิจที่ยังเติบโตได้จากความต้องการสินค้าและบริการยังอยู่ระดับสูงตาม Megatrends ระยะยาว ได้แก่ หุ้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI และหุ้นเฮลธ์แคร์จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการบริโภคที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้พึ่งพาวัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้นมากเกินไป นอกจากนี้ ทั้งสองธุรกิจยังคงมีอำนาจในการต่อรองราคากับผู้บริโภคอีกด้วย 


หุ้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ
AI 

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ได้มีแค่หุ้น Software หรือ Semiconductor เท่านั้น เพราะเบื้องหลังการใช้งาน AI ยังต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ทั้ง Data Center, Cloud, Semiconductor, ระบบไฟฟ้า และระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid   


โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเบื้องหลังสำคัญของการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกเพราะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแห่งต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว อีกทั้ง ข้อมูลจาก IEA ระบุว่าปัจจุบัน Data Center ทั่วโลกใช้ไฟจากธุรกิจพลังงานสะอาดประมาณ 39% ของปริมาณการใช้ไฟทั้งหมด และ IEA ประเมินว่าในปี 2573 จะเพิ่มขึ้นเป็น 49% และ เพิ่มขึ้นเป็น 2578 Data Center ทั่วโลกใช้ไฟจากธุรกิจพลังงานสะอาดประมาณ 50% ของปริมาณการใช้ไฟทั้งหมด  


ขณะเดียวกัน บริษัทกลุ่ม Hyperscalers เช่น AWS, Google, Meta, Microsoft และ Oracle ยังมีแนวโน้มเพิ่มงบลงทุนใน AI อย่างต่อเนื่อง โดย CapEx รวมของกลุ่มนี้เติบโตแรงตั้งแต่ปี 2567 - 2569 และยังคาดว่าจะขยายตัวต่อในปี 2570 - 2571 สะท้อนว่าบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่ AI Infrastructure ยังมีโอกาสเห็นรายได้เติบโตตามเม็ดเงินลงทุนจริงของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจชิป เซิร์ฟเวอร์ Data Center ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน หรือ Smart Grid เพราะยิ่ง AI ถูกใช้งานมากขึ้น ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย 


หุ้นเฮลธ์แคร์
 

จุดเด่นของหุ้นเฮลธ์แคร์ คือรายได้ของธุรกิจกลุ่มนี้มักมีความทนทานกว่าหลายอุตสาหกรรม เพราะความต้องการด้านสุขภาพไม่ได้ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งในปี 2564 –2565 ที่เงินเฟ้อสูงจากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน S&P500 healthcare sector ให้ผลตอบแทนสูงถึง 20% เป็นรองแค่ กลุ่มพลังงาน (Energy sector) ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งแรง  


นอกจากนี้ ธุรกิจหุ้นเฮลธ์แคร์มีแรงขับเคลื่อนระยะยาวจากหลายปัจจัย ทั้งสังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น นวัตกรรมยาเฉพาะทาง เทคโนโลยีการแพทย์ และการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัย การรักษา และการบริหารต้นทุนของระบบสุขภาพ ในเชิงรายได้ บริษัทเฮลธ์แคร์ที่มีผลิตภัณฑ์จำเป็นต่อผู้ป่วย หรือมีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์โรคสำคัญ เช่น ยาเฉพาะทาง เครื่องมือแพทย์ และบริการสุขภาพ มีโอกาสสร้างรายได้ต่อเนื่อง แม้ต้นทุนในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น เพราะความต้องการสินค้าและบริการด้านสุขภาพยังมีอยู่ตลอดเห็นได้จากตัวเลขสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านเฮลธ์แคร์ต่อการบริโภคของสหรัฐฯ พบว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านเฮลธ์แคร์ต่อการบริโภคของสหรัฐฯยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น จากปี 2564 อยู่ที่ 16.8% ของรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ล่าสุดปรับเพิ่มมาอยู่ที่  20.7% ของรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล  


3.สินทรัพย์ที่ช่วยสร้างกระแสเงินสด และต้านทานความผันผวนของตลาด: หุ้นปันผล และกองทุนผสม

ธีมสุดท้ายคือการเพิ่มสินทรัพย์ที่ต้านทานความผันผวนของตลาดได้ และสร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง เพราะในช่วงครึ่งหลังของปี แม้ตลาดหุ้นยังมีโอกาสไปต่อได้ แต่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานอาจทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้นดังนั้น นักลงทุนไม่ควรถือเฉพาะสินทรัพย์ที่เน้นการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ควรมีสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างสมดุลให้พอร์ตด้วย เช่น หุ้นปันผล และกองทุนผสม 


กลุ่มหุ้นปันผล
  

จุดเด่นคือการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแรง และมีนโยบายจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ หุ้นลักษณะนี้มักช่วยให้พอร์ตมีรายได้ระหว่างทาง และต้านทานความผันผวนได้ดีกว่าหุ้นเติบโตบางกลุ่ม เพราะผลตอบแทนไม่ได้มาจากราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเงินปันผลเข้ามาช่วยพยุงพอร์ตด้วย เช่น ดัชนีหุ้นไทย SET High Dividend ที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลังเฉลี่ย 3 ปี สูงถึงปีละ 5.58%  


กองทุนผสม
  

เหมาะกับภาวะตลาดที่ยังไม่แน่นอน เพราะสามารถกระจายการลงทุนได้หลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ สินทรัพย์ทางเลือก และเงินสด จุดเด่นของกองทุนประเภทนี้ คือ ผู้จัดการกองทุนมีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตตามภาวะตลาด เพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจในแต่ละช่วงเวลาและสามารถลดความเสี่ยงของพอร์ตได้ในช่วงที่ตลาดผันผวน ทำให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องคอยจับจังหวะตลาดหรือเลือกสินทรัพย์ลงทุนด้วยตนเอง นอกจากนี้ หลายกองทุนยังมีเป้าหมายชัดเจนทั้งในแง่ของ “การสร้างผลตอบแทนเช่น ตั้งเป้าทำผลตอบแทนมากกว่า 5% ต่อปี ควบคู่ไปกับการควบคุมความผันผวนของพอร์ตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น กำหนดการแกว่งตัวของผลตอบแทนให้ไม่เกิน 7% ต่อปี 


ดังนั้น หากพูดในมุมของผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงกองประเภทนี้จะสามารถคุมความผันผวนได้ดีกว่า กองผสมประเภทที่กำหนดสัดส่วนชัดเจนอย่าง กองผสมที่ลงในหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% ที่มีการแกว่งตัวของผลตอบแทนที่กว้างมากถึง 15%  

Most Viewed
Fun of Funds
“ASP-MEM” โฟกัสหุ้น “Memory Chip” ชิปแห่งความทรงจำ “หัวใจ” สำคัญขับเคลื่อนเทรนด์ “AI Super Cycle” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
กรมศุลกากร ทรานส์ฟอร์ม สู่ NEXT DRIVE CUSTOMS สลัดภาพ "บ้านผีสิง" สู่ "Modern House" หนุนมูลค่าการค้าไทยแตะ 27 ล้านล้านบาท
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“กรกฎา-ปีมะเมีย” เกาะเทรนด์ “AI Megatrend”… ชู 2 ธีมเด่น “หุ้นเกาหลีใต้-Semiconductor” ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ดักเก็บหุ้น Domestic แบงก์-รพ.-ท่องเที่ยวเด่น รับฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง ชี้ปันผลสูง แถมมูลค่าน่าสนใจ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
หุ้นหมู-ไก่คึกคัก รับราคาเนื้อสัตว์ฟื้น ฟากโบรกฯ ยังคงมุมมอง Bearish ชี้ราคาเฉลี่ยต่ำ-ต้นทุนสูงกดมาร์จิ้น
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us