ฟังความเห็นนักวิเคราะห์ 3 ค่าย ในวันที่ OR ประกาศกำไรต่ำกว่าที่คาด
ต่ำกว่าที่คาดไว้สำหรับผลการดำเนินงานของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ที่รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของปี2564 พวกเขามีกำไร 1,892.47 ล้านบาท หรือ 0.16 บาท/หุ้น ลดลง 45.2% จากงวดเดียวกันปี 63 ที่มีกำไร 3,450.04 ล้านบาท โดย OR มีรายได้ขายและบริการกลุ่มน้ำมัน เพิ่มขึ้น 11,961 ล้านบาท เพิ่มขึ้น12.4% จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ปริมาณขายปรับลดลง 845 ล้านลิตร ลดลง13.9% เนื่องจากภาครัฐยกระดับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค COVID-19
ส่วนกำไรในกลุ่มแห่งความหวังของ OR คือ รายได้ที่ไม่ได้มาจากการขายน้ำมัน หรือ กลุ่ม Non Oil รายได้ขายและบริการ ลดลง682 ล้านบาท ลดลง15.3% โดยเป็นผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19ระลอกใหม่ ที่ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงรวมทั้ง การปิดร้าน และการลดเวลาการเปิดร้านอาหารและเครื่องดื่มในหลายพื้นที่ โดยรายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มลดลง 301 ล้านบาท ลดลง10.9% ส่งผลให้ผลงาน 9 เดือนของปี 2564 มีกำไร 9,121 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.4% จากปีก่อนที่มีกำไร 5,868 ล้านบาท โดยในมุมมองนักวิเคราะห์ต่างมองว่า ผลงานที่ออกมานั้นต่ำกว่าที่คาดหมายไว้
บล.กรุงศรี ประเมินว่า กำไรในไตรมาสที่3 ที่ 1.9พันล้านบาทมาจากปริมาณขายน้ำมันลดลง 6% จากไตรมาสก่อน จากปริมาณขายปลีก ลดลง11.9% แต่ปริมาณขายเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1% จากไตรมาสก่อน ส่วนอัตรา EBITDA ธุรกิจน้ำมันลดลงเป็น 2.8% จาก 3.8% ใน ไตรมาส 2 เนื่องจากกำไรสต๊อกลดลง
อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเป็น 1.09บาทต่อลิตรจาก 1.23บาทในไตรมาสที่2 ส่วนธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน รายได้การขายและบริการลดลง 7.4% จากไตรมาสก่อน เป็น 3.8พันล้านบาท เนื่องจากการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด OR เปิดสาขา café amazon ใหม่ 60 สาขาใน ไตรมาส3 ทำให้สาขารวมเพิ่มเป็น 3,512 สาขา จำนวนแก้วขายลดลง 2ล้านแก้ว หรือ ลดลง 2.9% เป็น 68ล้านแก้ว ทำให้ อัตรา EBITDA ธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันลดลงเป็น 21.8% จาก 27.3%
คาด ไตรมาส 4 ผลงาน ฟื้นตัว แต่ค่าการตลาดยังถูกกดดัน
การเปิดเมืองจะช่วยให้ปริมาณขายน้ำมันและการดำเนินงานของ café amazon ดีขึ้น แต่รัฐบาลจำกัดค่าการตลาดดีเซลไม่เกิน 1.4บาทต่อลิตรตั้งแต่ต.ค. เราคาดอัตราอัตรากำไรขั้นต้นต่อลิตรจะลดลงเป็น 1.0บาทต่อลิตรใน ไตรมาสที่ 4
อย่างไรก็ตาม บล.กรุงศรียังแนะนำให้ ขาย ราคาเป้าหมาย 25.0บาทต่อหุ้น
เราคาดการดำเนินงานไตรมาส 4 จะสร้างความผิดหวังให้ตลาดและจำกัดราคาหุ้น OR ยังไม่มีดีล การซื้อกิจการ ที่จะเพิ่มกำไรอย่างมีนัยสำคัญ มูลค่าของหุ้น ปัจจุบันค่อนข้างแพงในมุมมองของเรา
บล.ยูโอบีเคย์เฮียน มองว่า กำไรสุทธิที่ประกาศอออกมา ของ OR เป็นไปตามประมาณการของเราแต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ 5% กำไรที่ลดลงจากไตรมาสก่อน ส่วนใหญ่มาจากรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลงจากธุรกิจน้ำมันและธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อ COVID-19 คลื่นลูกใหม่ เราคาดว่ากำไรจะค่อยๆ ดีขึ้นในไตรมาส 4 โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ เราคาดว่าโมเมนตัมของกำไรจะดีขึ้นและสนับสนุนราคาหุ้น แต่ บล.ยูโอบีเคย์เฮียน ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น ซื้อ ราคาเป้าหมาย 31.00 บาท
บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองว่า ไตรมาสที่ 3 กำไรต่ำกว่าคาดไว้ โดยกลุ่มน้ำมันปริมาณขาย ลดลง 6% จาก COVID-19 ส่วนค่าการตลาดเหลือ 1.09 บาท/ลิตร และมีมาตรการช่วยคู่ค้า 3 เดือนเป็นเงิน 108 ล้านบาท. ส่งผลให้ EBITDA margin เหลือ 2.8%, กลุ่ม non-oil ได้รับผลจาก COVID-19 เช่นกันส่งผลให้ปริมาณแก้ว จากคาเฟ่อเมซอนเหลือ 68 ล้านแก้ว
อีกทั้งมีมาตรการช่วยเหลือคู่ค้าด้วยการลดค่าธรรมเนียมลง 4 เดือนทั้งสิ้น 130 ล้านบาท , ทำให้ EBITDA margin เหลือ 21.8% ธุรกิจ ตปท. ปริมาณขายน้ำมัน 278 ล้านลิตร ลดลง14% เพราะบ.ในฟิลิปปินส์ไม่ชนะประมูลส่งผลให้ปริมาณขายหดตัว แต่กัมพูชาเริ่มฟื้นตัว โดยปริมาณแก้วคาเฟ่อเมซอนเพิ่ม 12% ที่ 3.8 ล้านแก้ว ส่งผลให้ EBITDA margin เพิ่มเป็น 3%
อย่างไรก็ตามในไตรมาสที่ 4 คาดฟื้นตัว ทางฝ่ายคาดมาตรการรัฐที่ออกมาจะกดดันให้ค่าการตลาดในไตรมาสที่ 4 อ่อนลงแต่จะได้ส่วนช่วยจากปริมาณขายทั้งในกลุ่มน้ำมัน, non-oil และ ตปท. กลับมาฟื้นตัว แต่กำไรต่ำคาดทำให้ต้องปรับลดประมาณการลง
