เช็กเลย! สุดยอด 10 หุ้นเด่น ที่นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มกำไรขึ้นมากสุด

ก่อนหน้านี้ Wealthy Thai ได้รายงานหุ้นที่ค่าเฉลี่ยประมาณการกำไรสุทธิถูกปรับลงมากสุด 10 อันดับแรก เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ครั้งนี้จึงรวบรวมทางฝั่งหุ้นที่มีค่าเฉลี่ยประมาณการกำไรสุทธิถูกปรับขึ้นสูงสุด 10 อันดับแรก เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า มาฝากนักลงทุน


โดยเป็นข้อมูลเปรียบเทียบที่แสดงเป็นค่ามัธยฐานของการประมาณการทั้งหมด ซึ่งจะแสดงเฉพาะหุ้นที่มีโบรกเกอร์ส่งประมาณการเข้ามาตั้งแต่ 3 โบรกเกอร์ขึ้นไป และเป็นข้อมูลประมาณการ ณ วันที่ 16 พ.ย.64 โดยจะมีความน่าสนใจแค่ไหน บทความนี้มีคำตอบ





จากตารางดังกล่าวพบว่า
3 อันดับแรกที่ค่าเฉลี่ยประมาณการกำไรสุทธิถูกปรับขึ้นสูงสุด คือ THCOM จากเดิมคาด 10.6 ล้านบาท เป็น 135 ล้านบาท ตามด้วย RPH จากเดิมคาด 111 ล้านบาท เป็น 219 ล้านบาท และROJNA จากเดิมที่ 1,042.80 ล้านบาท เป็น 1,632.90 ล้านบาท โดยทั้ง 3 บริษัทจะน่าสนใจแค่ไหนเรามีคำตอบมาให้แล้ว



THCOM ไตรมาส 4 ฟอร์มยังสวย

เริ่มจาก THCOM โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า THCOM รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 3/64 พลิกกลับมากำไร 146 ล้านบาท จากขาดทุน ในไตรมาส 2/64 หลักๆเกิดจากการบันทึกกำไรพิเศษ 188 ล้านบาท ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/64 คาดว่า THCOM จะพลิกมีกำไรปกติได้แม้จะมีผลกระทบการหยุดรับรู้รายได้งานโครงการชั่วคราวจากบริการแพร่ภาพ


ขณะที่ปริมาณการขอใช้กำลังให้บริการเพิ่มในออสเตรเลียชั่วคราวจะลดลงบางส่วนจากไตรมาสก่อน รวมถึงคาดจะเป็นช่วงเวลาที่ NT รับโอน ลูกค้าดาวเทียมสัมปทานในประเทศไทยไปบริหารจัดการเอง แต่ภาพรวมผลชดเชย ประเมินสูงกว่า จากผลบวกที่ THCOM น่าจะมีรายได้ค่ารับจ้างบริหารจัดการดาวเทียม สัมปทาน และ จะเป็นไตรมาสที่เริ่มรับรู้ให้บริการภายใต้โครงสร้างต้นทุนหลังสิ้นสุดสัมปทานเต็มไตรมาสเป็นงวดแรก และผลบวกทั้งหมดคาดจะเห็นเต็มปีในปี 2565-66


ส่วนหลังปี 2566 จะขึ้นกับแผนการส่งดาวเทียมใหม่ทดแทนดาวเทียม iPSTAR ที่จะสิ้นสุดอายุใช้งาน โดยปัจจุบัน THCOM มีแผนสร้างดาวเทียมทดแทน แต่อยู่ระหว่างพิจารณาว่า จะใช้วงโคจรของประเทศไทย หรือ ต่างประเทศ โดยกำลังรอความชัดเจนการเข้าประมูลสิทธิ์การใช้วงโคจรตำแหน่งดาวเทียมในอวกาศของประเทศไทย ที่ กสทช. เลื่อนออกไป หากล่าช้ากว่ากรอบการสร้างดาวเทียมใหม่ซึ่งปกติใช้เวลาราว 1-2 ปี THCOM มีแนวโน้มที่จะไปใช้วงโคจรดาวเทียมของต่างประเทศ


ด้านภาพรวมความต่อเนื่องการให้บริการลูกค้าบนดาวเทียมสัมปทาน ถือว่าดีกว่าสมมติฐานปัจจุบันที่ฝ่ายวิจัยกำหนด THCOM เหลือดาวเทียมให้บริการหลังสิ้นสุดสัมปทาน 2 ดวง คือ ไทยคม 7 และ 8 จึงปรับประมาณการเพื่อสะท้อนภาพทั้งหมด ภายใต้ประมาณการใหม่ อิงสมมติฐานรายได้ค่าบริหารจัดการดาวเทียมสัมปทานอยู่ราวครึ่งนึงของรายได้ลูกค้าไทย ที่จะมีผลนับจากไตรมาส 4/64 หลังปรับ ในส่วนปี 2564 แม้จะส่งผลให้กำไรปกติพลิกเป็นขาดทุนปกติที่ 123.7 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบ 9 เดือนปี 64 ที่แย่กว่าคาด แต่หากรวมกำไรพิเศษ งวด 9 เดือนปี 64 จะได้คาดการณ์กำไรปี 2564 อยู่ที่ 275 ล้านบาท ส่วนปี 2565-66 จะมีกำไรเพิ่มขึ้นจากเดิม ปีละ 275 และ 290 ล้านบาท มาเป็น 296 และ 307 ล้านบาท ตามลำดับ


ทั้งนี้ ประมาณการฝ่ายวิจัยปัจจุบันยังไม่รวมโครงการส่งดาวเทียมดวงใหม่ทดแทน iPSTAR เดิม รวมถึงธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต อาทิ Drone รวมถึงแผนเป็นตัวแทนจำหน่ายกำลังให้บริการดาวเทียมเทคโนโลยีใหม่ วงจรต่ำให้กับลูกค้าที่อยู่ในภูมิภาคอาเซียนและพื้นที่ ใกล้เคียงในอนาคต รวมถึง ความเสี่ยงค่าเสียหายข้อพิพาทที่ THCOM มีในปัจจุบัน อาทิ การที่รัฐฯมีความเห็นในเรื่องดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 ว่าควรอยู่ภายใต้ระบบสัมปทาน หรือ ค่าเสียหายกรณีที่รัฐฯเรียกร้องจากการปลดระวางดาวเทียมไทยคม 5 ที่เสียหายก่อนสิ้นสุดสัมปทาน


อย่างไรก็ตามภายใต้ประมาณการใหม่ที่ปรับไปใช้มูลค่าพื้นฐานปี 2565 อยู่ที่ 10.7 บาท ไม่เหลือ Upside โดย Upside จากนี้ยังให้น้ำหนักที่การต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคตซึ่งอาจยังไม่มีความชัดเจนในระยะสั้น คงแนะนำ Switch ไป ADVANC (ราคาพื้นฐาน 226 บาท)



RPH ลุ้นปีนี้กำไรโต 134%

ถัดมา RPH โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กำไรไตรมาส 3/64 สูงสุดเป็นประวัติการณ์จCOVID-19 โดยปรับประมาณกำไรสุทธิปีนี้ขึ้น 97% จากการปรับรายได้ OPD / IPD และ GPM เพิ่มขึ้น สะท้อนผลประกอบการไตรมาส 3/64 ที่ดีกว่าคาดมากจากรายได้ผู้ป่วย COVID-19 ที่ขยายตัวก้าวกระโดด อย่างไรก็ตามเราปรับประมาณการกำไรปี 65 ลง -5% โดยปรับ utilization rate ลดลงสู่ระดับปกติ จากเดิมที่คาดว่าจะยังได้ประโยชน์จาก COVID-19


ทั้งนี้ประเมินกำไรสุทธิปีนี้ที่ 219 ล้านบาท เติบโต 134% จากปีก่อน จากรายได้รวมขยายตัว 35% โดยรายได้ OPD / IPD เพิ่มขึ้น 30% และ 37% ตามลำดับ และ GPM ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 38% จาก utilization rate ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเมินกำไรสุทธิปี 65 ที่ 126 ล้านบาท ลดลง 42%จากปี 64 จากรายได้รวมที่ลดลง 15% ทั้งจากรายได้ IPD/OPD ที่ปรับตัวลดลงจากฐานที่สูงในปีนี้ เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย และGPM ปรับตัวลดลงเป็น 31.5% จาก utilization rate ลดลง ปรับคำแนะนำลงเป็น “ถือ” และปรับราคาเป้าหมายปี 65 ลงเป็น 6.60 บาท (เดิม “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 8.00 บาท)



ROJNA ราคาหุ้นถือว่ายังไม่แพง

และสุดท้ายอันดับ 3 ROJNA โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 8.05 บาท ซึ่งกำไรสุทธิไตรมาส 3/64 มากอย่างน่าทึ่ง เป็น 891 ล้านบาท โต 853%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 226%จากไตรมาสก่อน


ทั้งนี้เพราะมีกำไรขายเงินลงทุน FLT REIT สิงคโปร์ที่ 311 ล้านบาท และกำไรที่ยังไม่ได้รับรู้จาก GULF จำนวนมากที่ 718 ล้านบาท สอดรับกับราคาหุ้น GULF ที่ปรับสูงขึ้นมากระหว่างไตรมาสที่ 21% ปิดไตรมาส 3/64 ที่ 41.50 บาทต่อหุ้น แต่ได้มีการคำนวณเป็นกำไรพิเศษหลังหักภาษีในงบกำไรขาดทุนที่ 823 ล้านบาท


โดยกำไรสุทธิในรอบ 9 เดือนปี 64 คิดเป็นสัดส่วน 71% จากประมาณการทั้งปี 64 สำหรับคาดการณ์กำไรสุทธิปีนี้เติบโตสูง 49% จากปีก่อน จากกำไรพิเศษเงินลงทุน ส่วนกำไรหลักทรงตัว แต่ปี 65 คาดว่ากำไรสุทธิกลับลดลง 21% จากปีนี้ เพราะเงินลงทุนเหลือแต่ GULF ไม่มี FLT REIT แต่กำไรหลักฟื้นตัว 16% จากปีนี้ โดยราคาหุ้นถือว่ายังไม่แพง ซื้อขายที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี P/BV ปีนี้อยู่ที่ 0.9 เท่า


ด้านความคืบหน้าในธุรกิจกัญชง บริษัทเข้าร่วมลงทุนกับบริษัท เฮิร์บ เทรเชอร์ จำกัด ในสัดส่วนที่ 51% คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเริ่มแรกที่ 30 60 ล้านบาท เพื่อเช่าที่ดินที่จังหวัดเพชรบูรณ์จำนวนราว 60 ไร่ และมีการซื้ออุปกรณ์ เครื่องสกัด และสร้างโรงเรือน ที่เลือกจังหวัดนี้เพราะมีทำเลในการขนส่ง และภูมิอากาศที่เหมาะสม คาดว่าจะเริ่มให้รายได้ในปี 66 ราว 1.0 พันล้านบาท แต่เป็นเพียงประมาณการในเบื้องต้นเท่านั้น


ทั้งนี้ยังได้รับประโยชน์จากการมีนิคมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษถึงสองแห่ง ครม.เห็นชอบให้จัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เป็นนิคมฯของบริษัทถึง 2 แห่งคือ แหลมฉบัง 698 ไร่ และหนองใหญ่ 1,501 ไร่ ซึ่งทั้งสองแห่งตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ได้จะไม่ได้ตกกับบริษัทเจ้าของนิคมโดยตรง แต่ลูกค้าที่มาซื้อนิคมจะได้รับสิทธิประโยชน์หลายรายการ และเพิ่มจากการขอส่งเสริมจาก BOI ในระดับปกติ เช่น ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ยาวนานกว่า และสิทธิประโยชน์จากการนำเข้าเครื่องจักร เป็นต้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้ามาซื้อนิคมจากบริษัทเพิ่มขึ้น


ขณะที่เป้ายอดขายนิคมปีนี้ไม่มากเป็น 300 ไร่ จากปกติยอดขายในภาวะปกติจะอยู่ในช่วง 400-500 ไร่ เพราะมีมาตรการเดินทางของนักลงทุนต่างประเทศที่จำกัด เพื่อป้องกันโรคโควิด 19 สำหรับยอดขาย 9 เดือนปี 64 อยู่ที่ 210 ไร่ เป็นอยุธยามากที่สุดคือ 105 ไร่ (คาดว่าจะโอนปี 65) บ่อวิน 50 ไร่ บ้านค่าย จ.ระยอง 39 ไร่ และส่วนที่เหลือคือ ปลวกแดง จ.ระยอง ส่วนการที่ไทยจะเปิดประเทศให้ผู้เดินทางจากต่างประเทศมากตั้งแต่ 1 พ.ย.64 ก็จะเป็นประโยชน์กับบริษัททั้งเรื่องการขายและการโอนนิคมฯ เนื่องจากบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) สูง 800 ไร่ ที่มูลค่าราว 2.6 พันล้านบาท ซึ่งปกติจะมีรายได้จากการโอนนิคมฯต่อปีในรอบ 5 ปีย้อนหลังที่ 850 ล้านบาท ถึง 1.5 พันล้านบาท

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Fun of Funds
“ASP-MEM” โฟกัสหุ้น “Memory Chip” ชิปแห่งความทรงจำ “หัวใจ” สำคัญขับเคลื่อนเทรนด์ “AI Super Cycle” !!!
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
กรมศุลกากร ทรานส์ฟอร์ม สู่ NEXT DRIVE CUSTOMS สลัดภาพ "บ้านผีสิง" สู่ "Modern House" หนุนมูลค่าการค้าไทยแตะ 27 ล้านล้านบาท
เมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“กรกฎา-ปีมะเมีย” เกาะเทรนด์ “AI Megatrend”… ชู 2 ธีมเด่น “หุ้นเกาหลีใต้-Semiconductor” ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
เมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ดักเก็บหุ้น Domestic แบงก์-รพ.-ท่องเที่ยวเด่น รับฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง ชี้ปันผลสูง แถมมูลค่าน่าสนใจ
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
หุ้นหมู-ไก่คึกคัก รับราคาเนื้อสัตว์ฟื้น ฟากโบรกฯ ยังคงมุมมอง Bearish ชี้ราคาเฉลี่ยต่ำ-ต้นทุนสูงกดมาร์จิ้น
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us